วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สรุปท้ายบทที่ 2-13




สรุปท้ายบทที่ 2 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ

         
             โดยปกติแล้วการทำงานของคอมพิวเตอร์ จะมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร และข้อมูล สารสนเทศ ซึ่งแต่ละอย่างมีรายละเอียด ดังนี้


ฮาร์ดแวร์ (Hardware)


        เป็นอุปกรณ์ที่จับต้อง สัมผัส และสามารถมองเห็นได้เป็นรูปธรรม คอมพิวเตอร์จะมีทั้งติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ซีพียู เมนบอร์ด แรม และที่ติดตั้งอยู่ภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ คีร์บอร์ด จอภาพ เครื่องพิมพ์

ซอฟต์แวร์ (Software)


         เป็นส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บรรจุคำสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการฌดยปกติแล้วจะถูกสร้างโดยบุคคลที่เรียกว่า นักโปรแกรม 


ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)


         เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ระบบปฎิบัติการหรือ OS Operating system กลุ่มซอฟต์แวร์ประเภทนี้มีทั้งต้องเสียเงินอย่างเช่น Windows และมีทั้งประเภทที่ให้ใช้กันฟรี เช่น Linux เป็นต้น


ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Sottware)


         เป็นกลุ่มซอฟต์แวร์ที่สามารถติดตั้งได่ในภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและการประยุกต์ใช้เป็นหลัก โดยปกติจะมุ่งใช้กับงานเฉพาะด้าน เช่น งานด้านบัญชี การด้านเอกสาร หรือการควบคลุมสินค้าคลังโดยอาจมีบริษัทผู้ผลิตขึ้นมาโดยจำหน่ายโดยตรงทั้งที่ให้เลือกใช้ฟรี ซื้อ ทำเอง หรือจ้างเขียนโดยเฉพพระ เป็นต้น
         สำหรับประเทศไทย ได้มี่การติดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า เขตอุตส่าหกรรมซอฟต์แวร์ หรือที่เรียกว่า Software Park (www.swpark.or.th) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์


บุคลากร People


         บุคคลากรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นองศ์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะหากบุคคลากรไม่มีความรูความเข้าใจในการใช้การเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ กลุ่มบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ  กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป  กลุ่มผู้เขี่ยวชาญ   และผู้บริหาร
  
 กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป

ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์

  เป็นผู้ใช้งานระดับต่ำสุดซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญมากก็สามารถใช้งานได้
         ในการวางระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กร ผู้ใช้งานถือได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้งานโดยตรง ซึ่งผู้ทำหน้าที่ออกแบบและวางระบบ เช่น นักวิเคราะห์ระบบ หรือ System analyst  จำเป็นต้องมีการสอบถามความต้องการในการเข้าใช้งานเบื้องต้นของกลุ่มผู้ใช้งานเหล่านี้ด้วย


   กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ

ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ Computer Opreator/Coputer Technician

           โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นบุคคลากรที่มีความชำนาญทางด้านเทคนิคโดยเฉพาะ บางครั้งก็เรียกว่า ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ Computer tecnician กลุ่มคนประเภทนี้จะต้องมีทักษะและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอย่างดี เพราะการปฎิบัติงานกับผู้ใช้อาจเกิดปัญหาในการใช้งานได้ตลอดเวลา


นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)


           บุคลากรด้านการวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน จะมีหน้าที่วิเคราะห์ความต้องการผู้ใช้รวมไปถึงผู้บริหารของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อจะพัฒนาระบบงานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด
          หน้าที่การวิเคราะห์และออกแบบระบบงานทางด้านคอใพวเตอร์ อาจเหมือนลักษณะการทำงานของสถาปนิกที่ออกแบบอาคารบ้านเรือนนั้นเองซึ่งบ้านหรืออาคารแต่ละหลัง จะออกเป็นให้ดีได้ก็ต้องไป เก็บข้ออมูลหรือสอบถามความต้องการของเจ้าของบ้านเสียก่อน


กลุ่มผู้บริหาร 


ผู้บริหารสูงสุดด้านสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ CIO - Chief information Officer 


         CO จะทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบายและแผนงานทางคอมพิวเตอร์ในองค์กรทั้งหมดว่าควรเป็นไปในรูปแบบใด การขยายงานทางด้านธุรกิจขององค์กรที่รวดเร็ว ควรจะมีการปรับ เพิ่ม ลด องค์ประกอบทางด้านคอมพิวเตอร์ส่วนใดอีกบ้างที่จะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยรวมมากที่สุด
หัวหน้างานด้านคอมพิวเตอร์ Computer center Manager Technology Manager
          เป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างานทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีขององค์กร มีหน้าที่ดูแลและกำกับงานทางด้านคอมพิวเตอร์ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนงานและทิศทางที่วางไว้โดย CIO


ข้อมูล/สารสนเทศ Data/Information


           ข้อมูล data เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าจนกลายเป็บข้อมูลที่สามารถที่ใช้ประโยชน์ต่อได้หรือที่เรียกว่า สารสนเทศ information
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร และข้อมูลในร฿ปแบบอื่นๆ เช่น ภาพ เสียง เป็นต้น
           สถานะการทำงานแบบติจิตอลจะอาศัยการประมวลผลโดยใช้ ระบบเลขฐานสอง หรือที่เรียกว่า binary system ซึ่งประกอบตัวเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ 0 กับ 1
<!--[endif]-->



        ตัวเลข 0 กับ 1 นี้ เราเรียกว่าเป็นตัวเลขฐานสองหรือไบนารีดิจิต binary digit มักเรียกย่อๆว่า บิต  เมื่อใดก็ตามที่ต้องการป้อนข้อมูลหรืตัวเลขเข้าไปในระบบก็จะต้องทำการแปลงข้อมูลหรือตัวเลขเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของตัวเลขฐานสองเสียก่อน
            เมื่อจำนวนของเลขฐานสองหรือบิตที่รวมกันครบ 8 ตัวเราจะเรียกหน่วยจัดเก็บข้อมูลนี้ใหม่ว่าเป็น ไบต์ ซึ่งจะสามารถใช้แทน ตัวอักษร ตัวเลข  อักขระพิเศษที่เราต้องการป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่องแต่ละตัวได้

กระบวนการแปลงข้อมูล

            เพื่อให้ภาพของการทำงานในกระบวนการแปลงข้อมูลตัวเลขหรือข้อมูลปกติ ให้อยู่รูปแบบเลขฐานสอง ไดชัดเจนยิ่งขึ้น จะขออธิบายและยกตัวอย่างเพิ่มเติมเป็นขั้นตอนดังนี้



            ขั้นตอนที่ 1 ผู้ใช้งานป้อนข้อมูลอักษร D ตัวใหญ่เข้าไปยังระบบโดยการกดคีย์ shift + D พร้อมกัน
            ขั้นตอนที่ 2 สัญญาณอีเล็กทรอนิกส์ของตัวอักษณ D จะถูกส่งไปยังระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์
            ขั้นตอนที่ 3 สัญญาณที่ส่งต่อเข้ามายังตัวอักษร D จะถูกแปลงให้อยุ่ในรูปแบบมาตรฐานของรหัสแอสกี
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
                                 (ASCII) และเก็บไว้ในหน่วยความจำเพื่อประมวลผลต่อไป
            ขั้นตอนที่ 4 เมื่อประมวลผลเรียบร้อยแล้ว กลุ่มรหัสดังกล่าวจะถูกแปลงกลับให้ออกมาอยู่ในรูปแบบของภาพที่สามารถมองเห็นได้ผ่านอุปกรณ์แสดงผล เช่น จอภาพ เป็นต้น


หน่วยวัดความจุข้อมูล


       จากเนื้อหาที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อมีการแปลงให้อยู่ในรูประบบเลขฐานสองแล้วเท่านั้น ดังนั้นเมื่อจะวัดความจุข้อมูล จึงต้องอ้างอิงโดยใช้ระบบเลขฐานสองเป็นหลักและมีหน่วยเป็บ ไบต์ ซึ่งอาจเทียบได้กับตัวอักษร 1 ตัว โดยที่คอมพิวเตอร์จะต้องมีการคิดหน่วยความจุในปริมาณมากดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดหน่วยวัดความจุข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นมากอีก เช่น กิโลไบต์ เมกะไบต์ กิกะไบต์ เป้นต้น

การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์

        ในยุคอดีตที่มีการคิดค้นวิธีการควบคลุมลวดลายการทอผ้าให้เป็นไปตามความต้องการโดยใช้บัตรเจาะรูหรือที่เรียกว่า punched card เครื่องมือชนิดนี้เป็นวิธีการนำข้อมูลเข้าเครื่องยุคแรกๆที่ได้รับความนิยมกันมากในสมัยนั้น ต่อมาก็มีผู้พัฒนาบัตรเจาะรูแบบอื่นๆ เพื่อให้สำหรับการประมวณผลในลักษณะอื่นออกมาอีก เช่น บัตร IBM 80 Column บัตร IBM 96 Column ตามลำดับ
        การนำเข้าโดยผ่านอุปกรณ์นำเข้า input Device วิธีนี้เป็นวิธีง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับนำข้อมูลเข้าไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรง ผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลหลายชนิด ขึ้นอยู่กับรูปแบบของข้อมูลด้วยว่าเป็นแบบใดและข้อมูลนำเข้าเหล่านั้นสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์เหล่านั้นหรือไม่ เช่น
        - คีย์บอร์ด Keyboard สำหรับการป้อนข้อมูลประเภทตัวอักษร ตัวเลขหรือักขระพิเศษอื่นๆ
        - สแกนเนอร์ Scanner สำหรับการนำเข้าข้อมูลประเภทภาพถ่าย
        - ไมโครโฟน microphone สำหรับการนำเข้าข้อมูลประเภทเสียง
         การนำเข้าโดยใช้สื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง Secondary storage การนำข้อมูลวิธีนี้อาจดึงเอาข้อมูลที่ได้บันทึกหรือเก็บข้อมูลไว้ก่อนแล้วจากสื่อบันทึกข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งมา  สื่อบันทึกข้อมูลประเภทนี้เรียกว่า  สื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง(secondary Storage)

 กิจกรรมและความสันพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบ

             ระบบคอมพิวเตอร์ในการทำงานจริง จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบแต่ละส่วนอยู่เสมอ กิจกรรมและความสัมพันธ์ต่างๆ จะเริ่มตั้งแต่การนำข้อมูลเข้า input จนถึงขั้นตอนการแสดงผลลัธพ์ที่ได้(output)องค์ประกอบด้านต่างๆจะมีความสัมพันธ์กันและทำงานเกี่ยวข้องกันทั้งหมด



 คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการจัดพิมพ์เอกสาร และสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้
          - ป้อนข้อมูลเข้า(User input)
          - ร้องขอบริการ (Service Requests)
<!--[endif]-->
          - ประมวลผลัพธ์(Processing Results)
          - ตอบสนองบริการ(Service Responses)
          - แสดงผลลัพธ์(Program Output)

พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์

           ดังที่กล่าวในบทที่ 1 แล้วว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆมากมายซึ่งช่วยให้การทำงานของมนุษย์สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
           คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปตามแนนสถาปัตยกรรมของจอห์น วอน นิวแมนน์ ที่เน้นให้มีการคิดตั้งชุดคำสั่งโปรแกรมเก็บไว้ในเครื่องได้นั้น Stored program concept มีหลักการทำงานซึ่งประกอบด้วยหน่วยที่เกี่ยวข้องแบ่งออกได้เป็น 5 หน่วย ดังนี้
           - หน่วยประมวลผลกลาง (Central processing Unit)
           - หน่วยความจำหลัก (Primary Storage)
           - หน่วยความสำรอง(Secondary Storage)
           - หน่วยรับและแสดงข้อมูล (Input/ output Unit)
           - ทางเดินของระบบ (System Bus)


หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) 

           คอมพิวเตอร์จะมีหน่วยประมวลผลกลางหรือที่เรียกว่า ซพียู (CPU: Central Processing) Unit ซึ่งส่วนหนึ่งของอุปกรณ์การประมวลผล โดยมีหน้าที่หลักก็คือ ประมวลผลคำสั่งที่ได้รับมาว่าจัให้ทำอะไรบ้างกระบวนการดังกล่าวซีพียูจะจัดการเองทั้งหมด
           - หน่วยควบคุม Control Unit ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกๆหน่วยในซีพียูรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วง
           - หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : arithmetic and logic Unit) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ที่ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร และเปรียบเทียบข้อมูลทางตรรกะศาสตร์ ว่า เป็นจริงหรือเท็จ
           - รีจีสเตอร์ Register เป็นพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลชุดคำสั่ง ผลลัพธ์ ประมวลผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น ถือว่าเป็นหน่วยความจำแต่อย่างใด รีจีสเตอร์จะรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยควบคุมเช่นเดียวกันหน่วยอื่นๆ รีจีสเตอร์ ที่สำคัญโดยทั่วไป มีดังนี้
        - Accumulate  Register เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
        - Storage Register เก็บข้อมูลและคำสั่งชั่วคราวที่ผ่านจากหน่วยความจำหลัก
        - Instruction Register เก็บคำสั่งในการประมวลผล
        -Address Register บอกตำแหน่งของข้อมูลและคำสั่งในหน่วยความจำ


หน่วยความจำหลัก( Primary Storage)


         ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่งตลอดจนผลลัพธ์ที่ได้รับจากกการประมวลผลของซีพียูเพียงชั่วคราว หน่วยความจำหลักแตกต่างจากรีจีเตอร์ตรงที่เป็นการเก็บข้อมูลและคำสั่งเพื่อที่จะเรียกใช้ได้ในอนาคตอันใกล้ไท่เหมือนกับรีจีเตอร์ที่เป็นเพียงแหล่งพักข้อมูลซึ่งเกิดขึ้นขณธที่ซีพียูประมวลผลเท่านั้น
หน่วยความจำหลักแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ 


          รอม ROM : Read Only Memory เป็นหน่วยความจำที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกเพิ่มเติมได้ โดยปกติจะเป็นการเก็บคำสั่งที่ใช้บ่อยและเป็นคำสั่งเฉพาะข้อมูลใน ROM จะอยู่กับเครื่องอย่างถาวร ถึงแม้ไฟจะดับ หรือปิดเครื่องไปก้อไม่สามารถทำให้ข้อมูลหรือคำสั่งในการทำงานต่างๆหายไปได้
           แรม RAM : Random Access Memory เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งซึ่งต่างจาก ROM คือ จะจดจำข้อมูลคำสั่งในระหว่างระบบกำลังทำงานอยู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบขัดข้องเช่น ไฟดับหรือมีการปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยความจำนี้ก็จะถูกลบหายไป จึงเรียกว่า volatile memory 


 หน่วยความจำสำรอง( Secondary Storage )


         เมื่อการทำการของหน่วยประมวลผลเสร็จสิ้นลง จะต้องมีพื้นที่และอุปกรณ์สำหรับและบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเก็บไว้ใช้ในอนาคต สื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ในลักษณะนี้มีหลายชนิดมาก เช่น ฮาร์ดดิสก์ ฟล็อปปี้ดิสก์


หน่วยรับข้อมูลและคำสั่ง( Input Unit) 


         คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะมีหน่วยรับข้อมูลและคำสั่งเข้าสู่ระบบ ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบดิจิตอลที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้เท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะแปลงข้อมูลผ่านอุปกรณ์นำข้อมูลเข้าหรือที่เรียกว่า input device เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ สแกนเนอร์ เป้นต้น
หน่วยแสดงผลลัพธ์ Output Unit
           ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ เมื่อหน่วยประมวลผลกลางจัดการกับข้อมูลแล้ว ก่อนที่จะแสดงผลที่ได้จะต้องมีการส่งต่อไปยังหน่วยแสดงผลลัพธ์อีกต่อไป ซึ่งจะแสดงผลออกไปซึ่งอุปกรณ์ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า soft copy เช่น จอภาพคอมพิวเตอร์


ทางเดินของระบบ (System Bus)


            เป็นเหมือนกับเส้นทางผ่านของสัญญาณเพื่อให้อุปกรณ์ระหว่างหน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจำระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้ อาจเปรียบ system bus เหมือนกับถนนที่จะให้รถยนต์วิ่งไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง ยิ่งถนนกว้างหรือมีมากเห่าไหร่ กางส่งข้อมูลต่อครั้งก็ยิ่งเร็วและมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นทางที่ใช้วิ่ง ซึ่งเรียกว่า บิต นั่นเอง 


วงรอบการทำงานของซีพียู
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->


          โดยปกติหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูจะสามารถประมวลผลคำสั่งได้เพียงทีละ 1 คำสั่งเท่านั้น และทำงานได้ด้วยความเร็วสูงมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของซีพียูด้วย
           ความเร็วของซีพียูมีหน่วยวัดอย่างหยาบๆที่เรียกว่า Megahertz (MHz) ซึ่งเป็นความเร็วของสัญญาณนาฬิกาที่ป้อนไปให้จังหวะในการทำงานของซีพียู 1 MHz จะเท่ากับความเร็ว 1 ล้านรอบต่อวินาที
             วงรอบการทำงานของซีพียูจะเกี่ยวข้องกับการประมวลผลหลักๆโดยการอ่านและดึงข้อมูลมาจากหน่วยความจำหลักแลพส่งต่อการทำงานที่ได้ให้กับส่วนต่างฟที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
            ขั้นตอนที่1 การดึงข้อมูล (Fetch)
            ขั้นตอนที่2 การแปลความหมาย (Decode)
            ขั้นตอนที่3 การปฎิบัติการ (Execute)
            ขั้นตอนที่4 การเก็บผลลัพธ์ (Store)
เวลาสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ I-Time and E-Ti จากกระบวนการในขั้นตอนที่1และ2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเกี่ยวกับคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงนตามต้องการนั้น เรานิยมเรียกว่า ขั้นตอนช่วง i-Time instruction Time หรือ เวลาที่ใช้สำหรับทำคำสั่งงาน และในทำนองเดียวกับขั้นตอนที่3และ4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและหาผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้ เรานิยมเรียกวงรอบคำสั่งการทำงานในช่วงนี้ว่า ขั้นตอนช่วง E-Time Execution Time


สรุปท้ายบท


            การทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างด้วยกันคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร และข้อมูล องค์ประกอบแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น หากขาดอย่าวใดอย่างหนึ่ง การทำงานจะไม่มีความสมบูรณ์เต็มที่
            พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยทำงาน 5 หน่วยด้วยกันคือ หน่วยประมวลผลกลาง
หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำสำรอง หน่วยรับแสดงข้อมูล และทางเดินของระบบ การทำงานของซีพียูจะเปรียบเหมือนกับสมองที่ใช้สั่งการของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผล หน่วยความจำสำรองจะใช้เป็นที่เก็บและบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อสามารถเรียกใช้ได้ในภายหลัง และมีทางเดินของระบบทำงานเป็นเหมือนเส้นทางเดินระบบทำงานเป็นเหมือนเส้นทางส่งผ่านข้อมูลระหว่างซีพียูและหน่วยความจำ ให้สามารถเชื่อมต่อกันได้
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2

1. ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย
     ตอบ  ฮาร์ดแวร์ เป็นสิ่งที่จับต้อง สัมผัส และสามารถมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนซอฟต์แวร์ เป็นองค์ประกอบนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้อง หรือสัมผัสได้
 2. หน่วยงานที่ชื่อ SIPA ถูกจัดตั้งโดยกระทรวงใด มีบทบาทและหน้าที่อย่างไรบ้างในวงการซอฟต์แวร์ไทย
    ตอบ  SIPA ถูกจัดตั้งโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวง ICT เป็นองค์กรมหาชน ทำหน้าที่ส่งเสริมให้คนไทยพัฒนาซอฟต์แวร์ไว้ใช้เอง  รวมถึงพัฒนาเพื่อการส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุมอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ขอนแก่น
3. นักวิเคราะห์ระบบกับผู้ใช้งานมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ
   ตอบ    นักวิเคราะห์ระบบทำหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบสำหรับใช้งานบางอย่างให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และ สำรวจความต้องการโดยรวมจากผู้ใช้งานโดยตรง เพื่อนำเอามาเป็นแนวทางในการออกแบบระบบเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายและสามารถใช้งานได้โดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด ผู้ใช้งานเองอาจมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น ข้อมูลย้อนกลับหรือรูปแบบของระบบงานที่ต้องการให้กับนักวิเคราะห์และออกแบบระบบได้
     เช่น  ผู้ใช้จำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเบิกรับจ่ายสินค้า การบันทึกสินค้าคงเหลือ การแยกประเภทบัญชี ให้กับทีมงานการวิเคราะห์และออกแบบระบบเพื่อเป็นแนวทางในการวางระบบให้สมบูรณ์

 
4. ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่และบทบาทอย่างไรกับงานทางด้านคอมพิวเตอร์

 
    
ตอบ   แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบในหน่วยงานให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ บางครั้งเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ กลุ่มคนประเภทนี้ต้องมีทักษะและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี ช่างเทคนิคจึงเปรียบเสมือนหมอที่ช่วยรักษาคนไข้ให้หายจากอาการผิดปกติบางอย่างได้นั่นเอง
5. Software Engineer เกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์
 
   
ตอบ    Software Engineer หรือวิศวกรซอฟต์แวรร์ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมีแบบแผนโดยอาศัยหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาช่วย เช่นวัดค่าความซับซ้อนของซอฟต์แวร์ที่ทำว่าใช้บรรทัดคำสั่งในการเขียนโปรแกรมมากน้อยเพียงใด  
6. การดูแลและบริหารระบบเครือข่าย เกี่ยวข้องกับบุคคลตำแหน่งใดมากที่สุด
 
   
ตอบ   เกี่ยวข้องกับบุคคลในตำ แหน่งที่เรียกว่า ผู้ดูแลเน็ตเวิร์ก (Network Administrator) มากที่สุด 
7. binary digit คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับการทำงานของคอมพิวเตอร์
 
   
ตอบ   binary digitหรือบิตเป็นเลขฐานสอง ที่ประกอบด้วยตัวเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้นคือ 0 กับซึ่งโดยปกติข้อมูลที่จะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้นั้น จะต้องมีการแปลงรูปแบบหรือสถานะให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเสียก่อน ซึ่งโดยปกติจะเรียกว่า สถานะแบบดิจิตอล ซึ่งสถานะการประมวลผลจะใช้ระบบเลขฐานสอง มีเพียงสองสถานะเท่านั้นคือ เปิด (1) และ ปิด (0)
8. กระบวนการแปลงข้อมูลปกติให้เป็นเลขฐานสองทางคอมพิวเตอร์ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
 
  
ตอบ  จากข้อมูลตัวอักษรจะถูกป้อนเข้าไปยังระบบผ่านเข้าทางอุปกรณ์รับข้อมูลเช่น คีย์บอร์ด จาก
นั้นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของตัวอักษรดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เพื่อแปลงให้อยู่ในรูปแบบรหัสมาตรฐานที่เข้าใจตรงกัน และแปลงกลับออกมาให้อยู่ในรูปแบบของภาพที่สามารถมองเห็นได้ผ่านอุปกรณ์การแสดงผลบางอย่างเช่น จอภาพ
9. การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ สามารถทำได้โดยวิธีใดบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ
 
    
ตอบ  สามารถนำเข้าข้อมูลได้ 2 วิธีด้วยกันคือ                                                                                                
1.การนำเข้าโดยผ่านอุปกรณ์นำเข้า (input device) เช่น คีย์บอร์ด สแกนเนอร์ ไมโครโฟน                                                                                                             
 2.การนำเข้าโดยใช้สื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง (secondary storage) อาจดึงเอาข้อมูลที่ได้บันทึกหรือเก็บข้อมูลไว้ก่อนแล้วจากสื่อบันทึกข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งมา เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสเก็ตต์ หรือซีดี                                                                                  

10. พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์ ส่วนใดที่ถือว่าเป็นเหมือนกับ "สมอง" และประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง                                                                                                           ตอบ    ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลาง เปรียบเหมือนกับ สมองของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยสำหรับการทำงานแบ่งออกเป็นส่วนๆคือ 
หน่วยควบคุม        
หน่วยคำนวณและตรรกะ       
-รีจิสเตอร์                                                      
                                                                                                                                                              11.ROM และ RAM เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร                                                                              ตอบ  RAMส่เป็นหน่วยความจำที่ต่างกันกับ  ROMคือ จะจดจำข้อมูลคำสั่งในระหว่างที่ระบบกำลังทำงานอยู่ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลา หากไฟดับหรือทำการปิดเครื่องข้อมูลในหน่วยความจำก็จะถูกลบหายไปหมด     ROMเป็นหน่วยความจำที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกเพิ่มเติมได้แม้ไฟดับก็ไม่ทำให้ข้อมูลหายไปได้     
                                                                                                                                                                   12. machine cycle คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง จงอธิบาย                                                                                                                  ตอบ  การทำงานของซีพียูการอ่านและดึงข้อมูลมาจากหน่วยความจำหลัก เพื่อเก็บเข้าสู่รีจิสเตอร์ในส่วนที่เก็บชุดคำสั่งและตำแหน่งสำหรับประมวลผล จากนั้นจะมีการแปลความหมายของชุดคำสั่งว่าจะให้ทำอะไรบ้าง และนำไปทำงานตามที่ได้รับ โดยจะมีการวนอ่านเพื่อประมวลผลแบบนี้วนซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะจบโปรแกรมหรือชุดคำสั่งในการทำงานทั้งหมด                                                             
                                                                                                                                                                   13. ขั้นตอนช่วง E-Time ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง                                                                                                                                   ตอบ   Execution Time หรือเวลาปฏิบัติการ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนในวงรอบการทำงานของซีพียู                                                              ประกอบด้วยขั้นตอนของการปฏิบัติการ (Execute) และขั้นตอนการเก็บผลลัพธ์ (Store)



สรุปบทที่  3  ซอร์ฟแวร์และภาษาคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบด้านซอร์ฟแวร์


     ซอร์ฟแวร์ คือ กลุ่มของชุดคำสั่งที่เขียยนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามที่ต้องการ โดยปกติผู้ที่เขียนชุดคำสั่งนี้ขึ้นมาเรามักเรียกว่า นักเขียนโปรแกรม โดยทั่วไปจจะแบ่งได้  2  ประเภท คือ

      1.  ซอร์ฟแวร์ระบบ  เป็นซอร์ฟแวร์ที่ทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด
      2.  ซอร์ฟแวร์ประยุกต์  ป็นซอร์ฟแวร์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เฉพาะด้านเท่านั้น  ซอร์ฟแวร์กลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด ดังนี้
           -แบ่งตามลักษณะการผลิต ได้ 2 ประเภท คือ
             1.  ซอร์ฟแววร์ที่พัมนาขึ้นใช้เองโดยเฉพาะ
             2.  ซอร์ฟแวร์ที่หาซื้อได้โดยทั่วไป
           -แบ่งตามกลุ่มการใช้งาน ได้ 3 ประเภท คือ
             1.  กลุ่มการใช้งานทางด้านธุรกิจ
             2.  กลุ่มการใช้งานทางด้านกราฟิกและมัลติมิเดีย
             3.  กลุ่มสำหรับการใช้งานบนเว็บและการติดต่อสื่ิ่อสาร
การจักหาซอร์แวร์มาใช้งานมีดังนี
 แบบสำเร็จรูป
        วิธีนี้ผู้ใช้งานสามารถที่จะเข้าไปเดินหาซื้อกับตัวแทนจำหน่ายซอร์ฟแวร์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งมักจะมีการเตรียมบรรจุภัณฑ์และเอกสารคู่มือการใช้งานอยู่แล้ว
 แบบว่าจ้างทำ
        กรณีที่บางองค์กรมีลักษณะงานที่เป็นแบบเฉพาะไม่สามารถนำโปรแกรมประยุกต์ใช้งานเองได้ ก็สามารถที่่จะผลิตขึ้นมาเองหรือว่าจ้างให้บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะซอร์ฟแวร์ออกมาให้
ตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ
แบบทดลองใช้
        บริษัทผู้ผลิตมักมีโปรแกรมเพื่อให้ลูกค้าทดลองใช้งานก่อนได้ แต่อาจมีการกำหนกระยยะเวลาทดลองใช้งานหรือเงื่อนไขอื่นๆเพิ่มเติมด้วย
แบบใช้งานฟรี
       ปัจจุบันเราสามารถเลือกโปรแกรมที่แจกให้ใช้กันฟรีๆ เพื่อตอบสนองกับการทำงานที่หลากหลายมาได้โดยง่าย เนื่องจากเป้าหมายของผู้ผลิตคือ ต้องการพัฒนาโปรแกรมเพื่อเผยแพร่ผลงานของตนเองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
แบบโอเพ่นซอร์ส
      ผู้ใช้สามารถที่จะนำเอาโค้ดต่างๆไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ตามความต้องการได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กกำหนดหรือระบุไว้ของผู้ผลิตดั้งเดิม

ระบบปฏิบบัติการ(OS-Operating System)


      เป็นซอร์ฟแวร์ที่เอาไว้ใช้สำหรับควบคุมและประสานงานระหว่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ทั้งหมดตั้งแต้ ซีพียู หน่วยความจำ ไปจนถึงส่วนนำเข้าและแสดงออกผลลัพธ์

คุณสมบัติการทำงาน
      - การทำงานแบบ Multi-Tasking คือ ความสามารถในการทำงานได้หลายๆงานหรือหลายๆโปรแกรมในเวลาเดียวกัน เช่นพิมพ์รายงานควบคู่ไปกับการท่องเว็บ
      - การทำงานแบบ Multi-User ในระบบการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เขข้าไว้ด้วยกันแบบเครือข่ายมีความสามารถในการทำงานกับผู้ใช้ได้หลายๆคนขณะที่มีการประมวลผลของงานพร้อมๆกัน
ประเภทของระบบปฏิบัติการ
      ระบบปฏิบัติการเดี่ยว  เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสำหรับผู้ใช้เพียงคนเดียว  นิยมใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลและทำงานแบบทั่วไป
      ระบบปฏิบัติการเครือข่าย   เป็นระบบปฏิบัติการที่มุ่งเน้นและให้บริการสำหรับผู้ใช้
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->หลายๆคน  นิยมใช้สำหรับงานให้บริการและประมวลผลข้อมูลสำหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ
      ระบบปฏิบัติการแบบฝัง  เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิววเตอร์พกพาขนาดเล็ก
โปรแกรมอรรถประโยชน์หรือโปรแกรมยูทิลิตี้(Utiliti Program)เป็นโปรแกรมที่สำคัญกับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์เช่นเดียยวกัน ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าระบบปฏิบัติการคุณสมบัตินั้นค่อนข้างหลากหลาย




โปรแกรมอรรถประโยชน์หรือโปรแกรมยูทิลิตี้ (Utility Program)

                เป็นโปรแกรมที่สำคัญสำหรับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าระบบปฏิบัติการคุณสมบัติในการใช้งานค่อนข้างหลากหลายหรือใช้งานได้อรรถประโยชน์   มักนิยมเรียกสั่นๆว่า  ยูทิลิตี้ (utility) แบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ



             1.ยูทิลิตี้สำหรับระบบปฏิบัติการ(OS Utility  Programs) เช่น


       ประเภทการจัดการไฟล์ (File Manager)


       ประเภทการลบทิ้งโปรแกรม (Uninstaller)


       ประเภทการสแกนดีสก์ (Disk Scanner)


       ประเภทการจัดเรียงพื้นที่เก็บข้อมูล (Disk Defragmenter)


       ประเภทรักษาหน้าจอ (Screen Saver)


             2.ยูทิลิตี้อื่นๆ  (Stand – Alone  Utility  Programs) เช่น
       โปรแกรมป้องกันไวรัส (Anti Virus Program)

       โปรแกรมไฟล์วอลล์ (Firewall)

       โปรแกรมบีบอัดไฟล์ (File Compression Utility)



ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)



       ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word  Processing) เป็นกลุ่มของโปรแกรมที่ช่วยในการประมวลผลคำซึ่งคุณสมบัติเด่นก็คือ สามารถจัดการเอกสารต่างๆได้ เช่น ขนาดตัวอักษรใหญ่ เล็ก รูปแบบตัวอักษร เป็นต้น
       ซอฟต์แวร์ตารางคำนวณ (Spreadsheet) เป็นกลุ่นซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณต่างๆ โดยส่วนมากแล้วจะมีการทำงานที่เรียกว่า ตารางคำนวณ  มักนำไปใช้กับงานด้านบัญชี
       ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล (Database) การประมวลผลที่เกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการสร้างและรวบรวมข้อมูลต่างๆให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น
       ซอฟต์แวร์นำเสนองาน (Presentation)  เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในเรื่องของการนำเสนองานเป็นหลักซึ่งอาจใส่ข้อมูลที่เป็นตัวอักษร รูปภาพ ตลอดจนภาพเคลื่อนไหว วีดีโอ หรือเสียงต่างๆ
       ซอฟต์แวร์สำหรับตกแต่งภาพ(Paint/image  editing) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับสร้างและจัดการรูปภาพต่างๆ เช่น การจัดองค์ประกอบสี แสงของภาพ รวมถึงการวาดภาพลายเส้นต่างๆ
       ซอฟต์แวร์สำหรับตัดต่อวีดีโอและเสียง (Video and audio editing) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติหลักคือ การจัดการเสียงและรูปแบบไฟล์ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว เช่นการตัดต่อวีดีโอ การผสมเสียง เป็นต้น
       ซอฟต์แวร์สำหรับสร้างสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia authoring)  เป็นซอฟต์แวงร์ที่ผนวกเอาสื่อ หลายๆชนิด(multimedia) เช่น ข้อความ เสียง รูปภาพ รวมถึงเทคนิคการเคลื่อนไหวต่างๆมาประกอบกันเพื่อให้การนำเสนอมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Programming Languages)

แบ่งยุคของภาษาคอมพิวเตอร์ได้ 5 ยุคดังนี้


ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (first generation language)


         การทำงานใช้ภาษาระดับต่ำ (low-level language)เช่น ภาษาเครื่อง (machine language) ที่ประกอบด้วยตัวเลขเฉพาะ 0 และ 1 เท่านั้นเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำความเข้าใจได้ทันทีการเขียนโปรแกรมค่อนข้างยุ่งยากและไม่สะดวก

ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 2(second generation language)
       
        เอาสัญลักษณ์ (symbol) มาแทนรูปแบบของตัวเลขในภาษาเครื่องภาษาที่ใช้คือ ภาษาแอสแซมบลี (assembly language) ซึ่งได้นำเอาคำย่อ รวมถึงสัญลักษณ์ต่างๆมาใช้แทนตัวเลข 0 กับ 1


 ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 3(third generation language

        พัฒนาให้มีรูปแบบใกล้เคียงกับภาษาของมนุษย์เรียกว่า ภาษาระดับสูง(high-level language)


มีกลุ่มคำภาษาอังกฤษที่เข้าใจง่ายขึ้นเป็นภาษาเชิงกระบวนการหรือ procedural language ทำงานเป็นขั้นตอนเรียงตามลำดับคำสั่งที่เขียน


ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 4 (fourth generation language)


       ช่วยเหลือการเขียนโปรแกรมได้มาก โดยใช้ ภาษาระดับสูงมาก(very-high level language)
อาศัยหลักการแบบ nonprocedural languageเขียนโปรแกรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้นได้โปรแกรมที่มีความสมบูรณ์และสวยงามมากขึ้น



ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 5(fifth generation language)


         เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาของมนุษย์มากที่สุดหรือที่เรียกว่าภาษาธรรมชาติ (natural language)ทำงานโดยอาศัยระบบฐานความรู้ (knowledge base system) เพื่อช่วยในการแปลความหมายของคำสั่งสั่งต่างๆ


ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์


       เป็นตัวกลางในการแปลความหมายหรือภาษาของชุดคำสั่งที่มนุษย์เขียนขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของภาษาที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ซวึ่งโปรแกรมที่เขียนขึ้นมานั้นเราเรียกว่า โปรแกรมต้นแบับหรือซอร์สโค้ด (source code) 


แบ่งออกได้เป็น  3 กลุ่มด้วยกันคือ


แอสแซมเบลอร์ (Assemblers)ตัวแปลภาษาของภาษาแอสแซมบลีแปลความหมายสัญลักษณ์ชุดคำสั่งให้เป็นภาษาเครื่อง ใช้งานร่วมกับการเขียนโปรแกรมของภาษาระดับต่ำ (low-level language)


อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreters)สำหรับการเขียนโปรแกรมในภาษาระดับสูง (high-level language)แปลความหมายของชุดคำสั่งทีละบรรทัดคำสั่งเหมาะสำหรับการเขียนโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก


คอมไพเลอร์ (Compilers)เป็นการทำงานในภาษาระดับสูง (high-level language) แปลความหมายของชุดคำสั่งที่เขียนทั้งหมดในคราวเดียวกันเป็นชุดของรหัสคำสั่งเก็บไว้ใช้เมื่อต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาไปแปลชุดคำสั่งซ้ำอีกเหมาะกับการการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่และซับซ้อน






แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3 

1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการอย่างไรบ้าง ได้อธิบาย



     ตอบ ซอฟต์แวร์ประยุกต์หรือ application software จะถูกติดตั้งและทำงานบนระบบปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้มีทั้งประเภทสามารถหาซื้อมาใช้ได้เองตามท้องตลาดและพัฒนาขึ้นมาใช้เองเฉพาะกรณี

2.ระบบปฏิบัติการโดยทั่วไป มีกี่ประเภท ได้ยกตัวอย่างประกอบ



    ตอบ - สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ


        - ระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว  เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามบ้านหรือสำนักงาน ซึ่งจะถูกติดตั้งระบบปฏิบัติการนี้ไว้รองรับการทำงานบางอย่าง เช่น พิมพ์รายงาน ดูหนัง ฟังเพลง หรือเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเป็นต้น


         - ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย     นิยมใช้สำหรับการประมวลผลงานข้อมูลสำหรับเครือข่ายโดยเฉพาะ มักพบเห็นได้กับการนำไปใช้ในองค์กรธุรกิจทั่วไป 


         - ระบบปฏิบัติการแบบฝัง เช่น พีดีเอหรือสมาร์ทโฟน บางรุ่นสามารถช่วยในการทำงานแบบเคลื่อนที่ได้เป็นอย่างดี เป็นระบบปฏิบัติการที่เกิดขึ้นมาหลังสุด บางระบบมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยว เช่น รองรับกับการทำงานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้





3. ระบบปฏิบัติการแบบฝัง (Embedded OS) คืออะไร นิยมใช้กับอุปกรณ์ประเภทใดได้อธิบาย



    ตอบ  -ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( embedded OS ) เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอหรือ Smart phone บางรุ่น สามารถช่วยในการทำงานของอุปกรณ์แบบไม่ประจำที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เกิดขึ้นมาหลังสุดพร้อม ๆ กับที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น บางระบบมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวด้วย เช่น รองรับกับการทำงานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลงหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้


       - ระบบปฏิบัติการแบบฝัง ( Embedded OS ) เรา มักจะพบเห็นการใช้งานของระบบปฏิบัติการแบบฝังนี้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาด พกพา เช่น Palm, pocket PC, Smart phone รวมถึงอุปกรณ์ขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งพอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้



4. โปรแกรมป้องกันไวรัส มีความสำคัญอย่างไรบ้าง



ตอบ เป็นโปรแกรมยูทิลิตี้ชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับป้องกันปัญหาเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดีซึ่งโดยปกติมักจะมีการติดตั้งโปรแกรมนี้ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายหรือการทำงานกับบุคคลอื่นหลายๆคน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเสมือนยามคอยตรวจสอบดูแลระบบทั่วไปว่ามีปัญหาใดๆเกิดขึ้นหรือไม่ และจะแก้ปัญหาหรือกำจัดไวรัสดังกล่าวได้อย่างไร ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์มีความปลอดภัยและราบรื่นมากยิ่งขึ้น





5. นายอภิชาติต้องการเก็บข้อมูลไฟล์หลายๆไฟล์ เป็นอันเดียวกันและให้มีขนาดที่เล็กลง ควรจะใช้โปรแกรมประเภทใดได้อธิบาย



ตอบ ควรใช้โปรแกรมประเภทบีบอัดไฟล์ ซึ่งจะทำหน้าที่บีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็กลง และเก็บไฟล์เป็นชิ้นงานเดียวกัน เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถแตกหรือแยกไฟล์ออกมาภายหลังได้ ตัวอย่างของยูทิลิตี้ที่นิยมใช้และรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น PKZip, WinZip เป็นต้น





6. ซอฟต์แวร์กลุ่มการใช้งานด้านธุรกิจประเภท Word Processing ที่นักศึกษารู้จักมีอะไรบ้าง ได้ยกตัวอย่างประกอบ 3 โปรแกรม



ตอบ โปรแกรมประเภท word processing หรือโปรแกรมประมวลคำที่ได้รับความนิยมและรู้จักกันเป็นอย่างดี พอจะยกตัวอย่าง 3 โปรแกรมดังนี้


1. Microsoft Word


2. Sun StarOffice Writer


3. Pladao Office Writer



7. ซอฟต์แวร์แบบกลุ่ม (Software Suite) คืออะไร


ตอบ ซอฟต์แวร์ที่นำเอาคุณสมบัติต่างๆของโปรแกรมแต่ละตัวมาจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้วทำการจำหน่ายรวมทีเดียว ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ที่รู้จักกันดีคือ Microsoft Office, Adobe CS, Macromedia Studioเป็นต้น ซึ่งทำให้การใช้งานมีความง่ายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะโปรแกรมที่นำเอามารวมกันนั้นจะมีคุณสมบัติที่จัดอยู่ในกลุ่มการทำงานแบบเดียวกัน อีกทั้งยังทำให้มีราคาถูกลงกว่าการแยกซื้อซอฟต์แวร์แต่ละตัวมาใช้ด้วย



8.นางสาวศิริพรต้องการทำรายงานการรับจ่ายเงินในแต่ละวันอย่างง่าย ควรใช้โปรแกรมประเภทใดได้อธิบาย


ตอบ ควรใช้โปรแกรมประเภทตารางคำนวณ ซึ่งสามารถสร้างรายงานการรับ-จ่ายเงินประจำวันอย่างง่ายๆได้ โดยป้อนข้อมูลและตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ต้องการลงไปในแผ่นตารางคำนวณนั้นและสามารถหาผลลัพธ์อย่างง่ายๆพร้อมทั้งพิมพ์รายงานสรุปยอดหรือเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆออกมาเป็นกราฟได้



9. Internet Ralay Chat คืออะไร แตกต่างต่าง Instant Messaging อย่างไรบ้าง

ตอบ เป็นโปรแกรมประเภทที่ใช้สำหรับสนทนากลุ่ม โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกลุ่มที่จะสนทนาได้ตามต้องการ สามารถตอบโต้กันได้ได้ด้วยข้อความและคนอื่นๆในห้องสนทนาสามารถเห็นข้อความนั้นได้พร้อมๆกัน เหมือนกับการพูดคุยในที่สาธารณะทั่วไป นอกจากนั้นยังสามารถเลือกสนทนาเพียงรายคนหรือเฉพาะตัวได้ แต่โปรแกรมประเภทส่งข้อความด่วนหรือ instant messaging อาจมีวัตถุประสงค์ของการใช้งานที่แตกต่างจาก IRC บ้างคือ มุ่งเน้นให้ใช้งานเพื่อส่งหรือฝากข้อความที่ต้องการได้แบบทันทีและนิยมใช้สนทนากันแบบรายบุคคลมากกว่า

10. โปรแกรมประเภทการนำเสนองาน เหมาะสมกับกลุ่มคนประเภทใดได้ให้เหตุผลประกอบ
ตอบ เหมาะสมกับการนำเสนอขายสินค้าของนักขายมืออาชีพ ครู อาจารย์หรือวิทยากรที่ต้องการนำเสนองานให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจ เนื่องจากสามารถใส่เทคนิคการนำเสนอผลงานต่างๆเข้าไปได้มากกว่า ทำให้ผู้เข้าชมการนำเสนอดังกล่าวรับรู้ผลิตภัณฑ์หรือสร้างการจดจำได้ง่ายกว่า

11.ในการเรียกค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โปรแกรมใดที่นิยมเอาใช้มากที่สุด และมีคุณสมบัติเด่นๆอะไรบ้าง

ตอบ โปรแกรมประเภทบราวเซอร์ จะถูกนำมาใช้ในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด โดยสามารถแสดงผลลัพธ์ออกมาได้ทั้งที่อยู่ในรูปของตัวอักษรธรรมดา ภาพกราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงข้อมูลประเภทเสียง

12. จงยกตัวอย่าง web application ที่นักศึกษารู้จักหรือใช้บริการอยู่ในปัจจุบันมาอย่างน้อย 3 รายการพร้อมทั้งอธิบายหลักการทำงานด้วย

ตอบ  Web application ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างได้ดังนี้
1. Web base mail
เป็นโปรแกรมสำหรับใช้งานรับ-ส่งอีเมล์ผ่านเว็บไซท์ที่ให้บริการ โดยเข้าไปใช้งานได้ตลอดเวลาและทุกๆสถานที่ สะดวกต่อการใช้งานเพราะไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมอ่านเมล์ เพียงแค่ป้อนชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านเข้าไปในระบบ ก็สามารถใช้งานได้แล้ว
2. Bulletin board
เป็นโปรแกรมกระดานข่าว ที่มีไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ หรือสอบถามข้อมูลที่สนใจ โดยจะมีคนมาตอบคำถามหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ โดยจะแสดงคำถามหรือหัวข้อที่มีการโพสต์ไว้ให้ผู้เข้าชมเห็นหรืออ่านได้ทุกคน บางระบบอาจจะมีการสงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิกได้
3. Guest book
เป็นโปรแกรมบนเว็บอีกประเภทหนึ่ง มักใช้สำหรับการลงบันทึกการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซท์นั้นๆคล้ายกับกระดานข่าว แต่ไม่นิยมใช้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่มุ่งเน้นให้เขียนข้อความถึงเจ้าของเว็บไซท์หรือทีมงานนั้นๆมากกว่า

13. ผู้ที่ทำงานด้านออกแบบและจัดการเว็บไซต์ เช่น webmaster ควรจะเลือกใช้โปรแกรมอะไรบ้างเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนในการทำงานได้อธิบาย

ตอบ งานทางด้านการออกแบบและจัดการ website อาจจำเป็นต้องใช้โปรแกรมเพื่อช่วยเหลือการทำงานดังต่อไปนี้
1. โปรแกรมสำหรับออกแบบเว็บ
เพื่อใช้สำหรับการสร้างรูปแบบของเว็บเพจที่ต้องการ รวมถึงการจัดวางโครงสร้างทั่วไปของแต่ละเว็บเพจ โดยสามารถเลือกใช้โปรแกรมที่มีอยู่ได้ตามความต้องการ ที่รู้จักกันดี เช่น MicrosoftFrontpage, Macromedia Dreamweaver, NetObject Fusion เป็นต้น
2. โปรแกรมสำหรับส่งถ่ายข้อมูล
เพื่อให้การส่งข้อมูลไปเก็บไว้ยังเครื่องแม่ข่ายที่ให้บริการหรือ web server สามารถทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อาจเลือกใชโปรแกรมที่ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างดี เช่น Cute_FTP, WS_FTPเป็นต้น
3. โปรแกรมตกแต่งภาพทั่วไป
ใช้สำหรับการตกแต่งภาพที่จะนำไปใช้เผยแพร่บนเว็บไซท์ให้มีความสวยงามและน่าสนใจ อาจเลือกใช้จากโปรแกรมที่มีความสามารถหลากหลายและเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างดี เช่น Adobe Photoshopเป็นต้น

14. ซอฟต์แวร์ประเภท Open Source คืออะไร

ตอบ คือกลุ่มของซอฟต์แวร์ที่มีการเปิดเผยโค้ดที่ใช้สำหรับเขียนให้คนทั่วไปสามารถนำเอาไปใช้หรือพัฒนาต่อได้ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อแต่อย่างใด ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดด้วย ซึ่งโค้ดที่ได้มานั้นจะมาจากการพัฒนาด้วยทีมงานที่หลากหลายทั่วโลก โดยไม่ได้มุ่งหวังผลทางการค้าแต่อย่างใด

15. ภาษาระดับสูงมาก หรือ very-high level language มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ตอบ ภาษาการเขียนโปรแกรมกลุ่มนี้จะช่วยให้รูปแบบการเขียนโปรแกรมทำได้ง่ายขึ้น โดยอาจใช้เพียงแค่หยิบหรือวางปุ่มคำสั่งบางอันลงไป โดยที่ผู้เขียนโปรแกรมอาจจะรู้เพียงแค่ว่าจะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรบ้างเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทราบว่ามันจะทำได้อย่างไร เพราะถือเป็นหน้าที่ของภาษาระดับสูงมากนั้นคอยจัดการแทนเอง ทำให้สร้างคำสั่งหรือรูปแบบหลักๆได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการอบรมการเขียนโปรแกรมมากนัก เพียงแต่ใช้ความรู้พื้นฐานในการเขียนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเอามาใช้ได้เลยทันที


16. จงยกตัวอย่างของการนำเอาภาษาคอมพิวเตอร์ยุคที่ 5 ไปใช้งาน มาอย่างน้อย 2 ตัวอย่างพร้อมทั้งอธิบายประกอบ

ตอบ - ตัวอย่างของการนำเอาภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 5 ไปใช้ เช่น
- ระบบหุ่นยนต์โดยการสร้างความรู้และการจำไว้ในตัวหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสั่งการให้ทำงานบางอย่างที่ต้องการ
- ระบบการสั่งงานด้วยเสียง อาศัยหลักการป้อนข้อมูลด้วยเสียงแทนการพิมพ์หรือป้อนข้อมูลผ่านคีย์บอร์ดเข้าไปตรงๆ เพื่อช่วยให้การทำงานมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

บทที่ 4 ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ความหมายของฮาร์ดแวร์ (Hardware)

                ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง (Peripheral) ที่สามารถสัมผัสได้  โดยจะประกอบด้วยอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการประมวลผลข้อมูล การรับข้อมูล การแสดงผลข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์

 องค์ประกอบของฮาร์ดแวร์
     หน่ายรับข้อมูล (Input Unit)
     หน่วยประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit : CPU)
     หน่วยเก็บข้อมูล (Memory Unit)
     หน่วยติดต่อสื่อสาร (Communication Unit)
     หน่วยแสดงผล (Output Unit)
     หน่ายรับข้อมูล (Input Unit)
        ทำหน้าที่รับข้อมูลจากภายนอกคอมพิวเตอร์เข้าสู่หน่วยความจำ  แล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้
       1.คีย์บอร์ด (Keyboard)
       2.เมาส์ (Mouse)
       3.เครื่องอ่านรหัสหมึกพิมพ์แม่เหล็ก (Magnetic Ink Character Reader : MICR)
       4.เครื่องอ่านเครื่องหมายเชิงแสง (Optical mark reader : OMR)
       5.เครื่องอ่านตัวอักษรเชิงแสง (Optical Character Reader : OCR)
       6.เครื่องอ่านพิกัด (Digitizer)
       7.สแกนเนอร์ (Scanner)
       8.ปากกาแสง (Light Pen)
       9.จอยสติก (Joy Sticks)
      10.จอสัมผัส (Touch Screen)
      11.เครื่องเทอร์มินัล (Point of Sale Terminal)
      12.แผ่นสัมผัส (Touch Pads)
      13.กล้องดิจิทัล (Digital Camera)
      14.อุปกรณ์รับข้อมูลเสียง (Voice Input Devices)

หน่วยประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit : CPU)

                -ทำหน้าที่ในการประมวลผลตามคำสั่งของโปรแกรมที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำหลัก 
                -หน่วยประมวลผลกลางจะประกอบด้วยวงจรไฟฟ้าที่เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor)
                -หน่วยวัดความเร็วในการทำงานของหน่วยประมวลผลกลางมีหน่วยวัดเป็น  MHz แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาถึงระดับ GHz คือ พันล้านคำสั่งต่อ 1 วินาที
หน่วยควบคุม (Control Unit)
                ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบประสาท หน้าที่ของหน่วยควบคุม คือ อ่านคำสั่งที่เก็บไว้ในหน่วยความจำ ถอดรหัสคำสั่ง และทำงานตามคำสั่ง ที่ละคำสั่งจนหมดคำสั่งที่จะประมวลผล
                หน่วยคำนวณและตรรกะ
                (Arithmetic & Logical Unit : ALU)จะมีหน้าที่ในการทำงาน 2 ลักษณะคือ
                1. ประมวลผลการคำนวณเชิงคณิตศาสตร์ (Arithmetic Operation)
                2. ประมวลผลเชิงตรรกวิทยา (Logical Operation)

หน่วยเก็บข้อมูล (Memory Unit)

                คือ ส่วนที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลหรือคำสั่งที่รับจากหน่วยรับข้อมูล  เพื่อเตรียมส่งให้หน่วยประมวลผลกลางประมวลผลตามโปรแกรมคำสั่งและเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยแสดงผล หรือเรียกใช้ข้อมูลภายหลังได้ หน่วยความจำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
                1) หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)หน่วยความจำที่เก็บข้อมูล และโปรแกรมคำสั่ง ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์
                2)  หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)  หน่วยความจำสำรองจึงมีหน้าที่ในเก็บข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งอย่างถาวร

                หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)

                แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้
                1.หน่วยความจำถาวร ( Permanent Memory) เป็นชิปที่บันทึกโปรแกรมคำสั่งอย่างถาวรโดยผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ สามารถเรียกอ่านและใช้งานได้แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมโปรแกรมคำสั่งในภายหลังได้  หน้าที่ของ ROM  คือ เก็บโปรแกรมคำสั่งเริ่มต้นในการบูตเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำการตรวจสอบอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทุกระบบถ้าพบข้อผิดพลาดจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ
                2.หน่วยความจำชั่วคราว (Non-Permanent Memory) (Random Access Memory-RAM)
                คือ หน่วยคำจำที่เก็บโปรแกรมคำสั่งและข้อมูลขณะที่คอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ จึงเปรียบเสมือกระดาษทด  แต่ถ้าปิดเครื่องหรือไฟดับข้อมูลหรือโปรแกรมคำสั่งที่อยู่ภายในแรมจะสูญหาย ดังนั้นหากต้องการเก็บข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งเพื่อเรียกใช้งานในภายหลัง ต้องบันทึกลงในหน่วยความจำสำรอง

           หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)

เนื่องจากหน่วยความจำหลักไม่สามารถเก็บข้อมูลได้หมดและสามารถเก็บข้อมูลได้ชั่วคราวในขณะที่ใช้งาน  หน่วยความจำสำรองจึงมีหน้าที่ในเก็บข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งอย่างถาวร นอกจากนั้นหน่วยความจำสำรองยังเป็นสื่อในการเรียกใช้ข้อมูลและโปรแกรมคำสั่งจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งได้ เช่น  ฮาร์ดแวร์  ฟล็อบปี้ดิสก์ (Floppy Disk)   ซีดี (Compact Disk - CD)  Thumb Drive  หรือ Jump Drive หรือ Handy Drive
หน่วยติดต่อสื่อสาร (Communication Unit)
1.โมเด็ม (MODEM)
                -Internal Modem   มีลักษณะเป็นการ์ดติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาถูกแต่ขั้นตอนในการติดตั้งยุ่งยาก
                -External Modem มีลักษณะเป็นกล่อง ติดตั้งได้ง่าย แต่ราคาสูง
2.แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card : NIC หรือ LAN card)

หน่วยแสดงผล (Output Unit)
1.จอภาพ (Monitor)
2.จอภาพแบบ LCD (Liquid Crystal Display)
3.เครื่องพิมพ์ (Printer)
4.ลำโพง (Speaker)
  




แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4

1.คีย์บอร์ดแบบเออร์โกโนมิกส์ ช่วยลดปัญหาในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร จงยกตัวอย่างประกอบ

ตอบ คีย์บอร์ดลักษณะดังกล่าว ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อมือที่สัมผัสกับคีย์บอร์ดอยู่ตลอดเวลา โดยมีแป้นรองรับการพิมพ์สัมผัสที่ง่ายและเบา มีแท่นวางมือและออกแบบให้สัมพันธ์กับสรีระของแขนและมือให้ทำงานสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

2. ออปติคอลเมาส์มีหลักการทำงานแตกต่างจากเมาส์แบบทั่วไปอย่างไร

ตอบ เมาส์แบบแสงหรือออปติคอลเมาส์จะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ล้อหมุนเหมือนกับเมาส์แบบทั่วไปแต่จะใช้แสงส่องไปกระทบพื้นผิวด้านล่าง และมีวงจรภายในทำหน้าที่วิเคราะห์แสงสะท้อนที่เปลี่ยนไปเมื่อมีการเลื่อนเมาส์ จากนั้นจะแปลงทิศทางเป็นการชี้ตำแหน่งในที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่เป็นแบบต่อกับคอมพิวเตอร์โดยใช้สายและแบบไม่ใช้สาย

3. OMR คืออะไร จงอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบของลักษณะงานที่นำไปใช้

ตอบ เครื่องมือที่ใช้สำหรับอ่านหรือตรวจสอบคะแนนจากกระดาษคำตอบชนิดพิเศษ หรือชื่อเต็มว่าOptical Mark Reader มักนำไปใช้กับการตรวจข้อสอบหรือคะแนนของกลุ่มบุคคลจำนวนมาก เช่น การสอบเอ็นทรานซ์ การสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษ การสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ.โดยจะทำการอ่านเครื่องหมายที่ผู้เข้าสอบได้ทำการระบายไว้ในกระดาษคำตอบที่ออกแบบมาพิเศษ

4. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถือว่าเป็น หัวใจหลักของเครื่องพีซีทุกเครื่อง คืออุปกรณ์ใด เหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น

ตอบ เมนบอร์ด คืออุปกรณ์ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักของเครื่องพีซี เนื่องจากเป็นแผงควบคุมวงจรการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคอมพิวเตอร์เกือบทั้งหมด จะขาดไปเสียมิได้ ความสามารถของเครื่องว่าจะใช้ซีพียูอะไรได้บ้าง มีประสิทธิภาพเพียงใด สามารถรองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆได้หรือไม่นั้นจึงล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดที่เลือกใช้ทั้งสิ้น

5. หน่วยเก็บข้อมูลสำรองแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง จงยกตัวอย่างมาประเภทละ 2 รายการ
ตอบ สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภทดังนี้

- แบบจานแม่เหล็ก
เป็นอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่เป็นลักษณะของจานแม่เหล็กสำหรับบันทึกข้อมูลไว้ภายใน (disk) ได้รับความนิยมและใช้งานมานานพอสมควร ที่รู้จักกันดี เช่น ฟล็อปปีดิสก์และฮาร์ดดิสก์
- แบบแสง
เป็นสื่อเก็บข้อมูลสำรองที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยใช้หลักการทำงานของแสง การจัดเก็บข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็กต่างกันที่การแบ่งจะเป็นรูปก้นหอยและเริ่มเก็บบันทึกข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันดี เช่น CD และ DVD เป็นต้น
- แบบเทป
เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับต่อเนื่องกันไป มีการผลิตขึ้นมาหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็นต้น
- แบบอื่นๆ
เป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น flash drive,thumb drive หรือ handy drive เป็นต้น อีกชนิดหนึ่งอาจพบเห็นในรูปของแผ่น memory card เพื่อใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูลประเภทภาพถ่ายหรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาทั้งหลาย เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เป็นต้น

6. แทรคและเซกเตอร์ในสื่อเก็บข้อมูลจานแม่เหล็กคืออะไร

ตอบ พื้นที่เก็บข้อมูลบนแผ่นจานแม่เหล็ก โดยที่แทรคจะเป็นลักษณะของพื้นที่แนววงกลมรอบๆแผ่นจาน จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดและประเภทของจานแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งแผ่นแต่ละแผ่นจะมีความหนาแน่นของสารแม่เหล็กแตกต่างกันทำให้ปริมาณความจุจึงต่างกันด้วย ส่วนเซกเตอร์นั้น เป็นส่วนของแทรคที่แบ่งย่อยออกมาเป็นส่วนๆ หากเปรียบเทียบแผ่นจานแม่เหล็กเป็นคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งแล้วเซกเตอร์ก็เปรียบเหมือนกับห้องพักที่แบ่งให้คนอยู่เป็นห้องๆนั่นเอง

7. แผ่นดิสก์เก็ตต์แผ่นหนึ่งเก็บข้อมูลได้ 2 ด้าน แต่ละด้านมี 80 แทรค แต่ละแทรคแบ่งได้ 9 เซกเตอร์ และแต่ละ
เซกเตอร์สามารถเก็บข้อมูลได้มากถึง 512 ไบต์ จงคำนวณหาความจุของแผ่นนี้

ตอบ ความจุของแผ่นดิสก์เก็ตแผ่นนี้ สามารถคำนวณหาได้ดังนี้
ความจุของแผ่นดิสก์เก็ต = 2 X 80 X 9 X 512 bytes
= 737,280 bytes
= 720 KiB (737,280/1024)
หรือ = 737.28 KB (737,280/1000)

8. ดิสเก็ตต์และฮาร์ดดิสก์ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ ดิสเก็ตต์จะมีราคาถูกกว่ามาก แต่จะเก็บข้อมูลได้ไม่มากเท่ากับฮาร์ดดิสก์เพราะมีพื้นที่จานเก็บข้อมูลขนาดใหญ่กว่า ซึ่งประกอบด้วยจานหลายแผ่น ทำให้จำนวนแทรคและเซกเตอร์จึงมีมากตามไปด้วยสำหรับการอ่านข้อมูลนั้น หัวอ่านข้อมูลของดิสเก็ตต์จะสัมผัสแผ่นจานทุกครั้งที่อ่าน แต่สำหรับการอ่านข้อมูลในฮาร์ดดิสก์หัวอ่านจะลอยอยู่เหนือแผ่นจาน ไม่มีการสัมผัสตัวแผ่นจานแต่อย่างใด

9. สื่อเก็บข้อมูลประเภท CD และ DVD มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ตอบ สื่อเก็บข้อมูลแบบ CD จะเหมาะกับการเก็บข้อมูลทั่วไป เช่น ข้อมูลไฟล์การทำงาน ข้อมูลโปรแกรมเพื่อใช้งาน รวมถึงบันทึกเสียงเพลง ส่วนแบบ DVD จะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าคือ เก็บข้อมูลได้เยอะมากยิ่งขึ้น สามารถจุมากสุดได้ถึง 17 GB จึงเหมาะสมกับการเก็บข้อมูลงานทางด้านมัลติมีเดียเพื่อให้เกิดความสมจริงของทั้งภาพและเสียงมากที่สุดนั่นเอง

10.Point Of Sale คืออะไร

ตอบ จุดบริการขายที่มักพบตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไป โดยผู้ซื้อสามารถนำสินค้ามาชำระเงินยังจุดบริการขายนี้ได้ทันที ซึ่งระบบจะมีการจัดการเกี่ยวกับรายการซื้อขายเองโดยอัตโนมัติ

11. งานเกี่ยวกับการออกใบเสร็จรับเงิน การออกใบกำกับภาษีที่ต้องมีสำเนาหลายใบ ควรใช้เครื่องพิมพ์แบบใด
เครื่องดังกล่าวมีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ตอบ ควรใช้เครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ เนื่องจากลักษณะงานคือการพิมพ์สำเนาหลายๆแผ่นในครั้งเดียว คุณสมบัติของเครื่องพิมพ์แบบนี้จะมีความเหมาะสมต่อการใช้งานแบบนี้มาก อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดเวลาและสะดวกกว่าที่จะใช้เครื่องพิมพ์แบบอื่นเพื่อพิมพ์ครั้งละแผ่น หลักการทำงานจะอาศัยหัวเข็มพิมพ์กระทบลงไปที่ตัวกระดาษโดยตรง เมื่อใช้กระดาษสำเนาซ้อนทับจึงให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกับแผ่นต้นฉบับ

12. เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตและแบบเลเซอร์ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ เครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ตอาศัยหลักการพิมพ์โดยใช้ผงหมึกพ่นลงไปบนกระดาษ มีทั้งหมึกสีและขาวดำ เหมาะกับงานพิมพ์เอกสารที่ต้องการความสวยงาม เช่น ภาพถ่าย โปสการ์ด ปฎิทินหรือพิมพ์บนกระดาษแบบพิเศษแล้วนำไปติดกับเสื้อผ้าหรือแก้วกาแฟ ส่วนเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ราคาอาจแพงกว่าเนื่องจากให้ความคมชัดได้ดี หลักการทำงานจะอาศัยแสงเลเซอร์ยิงตกลงไปบนกระดาษ คล้ายกับการทำงานของเครื่องถ่ายเอกสาร แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถพิมพ์เอกสารที่เป็นแบบสำเนาได้ ปัจจุบันมีทั้งที่เป็นแบบสีและขาวดำ


สรุปบทที่ 5 ระบบปฏิบัติการและหลักการทำงาน

    ระบบปฏิบัติการ (Operating System) คือ ซอร์ฟแวร์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่จัดการและควบคุมโปรแกรมประยุกต์และโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมถึงทำการติดต่อประสานงานกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถปฏิบัติงานได้ตามผู้ใช้ต้องการ
โปรแกรมประยุกต์กับการข้ามแพลตฟอร์ม

ไบออส (BIOS – Basic Input Output System) รากฐานรองรับระบบปฏิบัติการ



        ไบออสเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มคำสั่งที่บรรจุอยู่ในหน่วยความจำ ROM ซึ่งเก็บข้อมูลอย่างถาวรถึงแม้จะไม่มีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม มีหน้าที่หลักคือ ควบคุมอุปกรณ์มาตรฐานในเครื่อง เช่น ซีพียู หน่วยความจำ ROM และRAM เมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ฟล็อปปี้ดิสก์ พอร์ตแบบต่างๆเป็นต้น เช่น พอร์ตอนุกรม พอร์ต USB ฯลฯ



การเริ่มต้นทำงานของคอมพิวเตอร์ (Boot Up)


        ก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จพทำงานได้นั้นจะต้องนำเอาระบบปฎิบัติการเข้าไปเก็บไว้ยังหน่วยความจำของเครื่องเสียก่อน กระบวนการนี้เรียกว่า การบู๊ตเครื่อง นั่นเอง ซึ่งจะริ่มทำงานทันทีตั้งแต่เปิดสวิทช์เครื่องมีขั้นตอนที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1.พาวเวอร์ซับพลายส่งสัญญาณไปให้ซีพรยูเริ่มทำงาน พาวเวอร์ซับพลาย (power supply) ทำหน้าที่จ่ายพล่งงานไปให้อุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะเริ่มต้นทำงานทันทีเมื่อปุ่มกดเปิด (power on) และเมื่อเริ่มทำงานก็จะมีสัญญาณส่งไปบอกซีพียูด้วย เรียกว่า สัญญาณ Power Good
2.ซีพียูจะสั่งให้ไบออสทำงาน ทันทีที่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายมายังคอมพิวเตอร์และมีสัญญาณให้เริ่มทำงาน หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียูจะพยายามเข้าถึงข้อมูลในไบออสเพื่อทำงานตามชุดคำสั่งที่เก็บไว้โดยทันที
3.เริ่มทำงานตามกระบวนการที่เรียกว่า POST เพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ กระบวนการ POST (power on self test) เป็นโปรแกรมส่วนหนึ่งในไบออสซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด RAM ซีพียู รวมถึงอุปกรณ์ต่อพวงอื่นๆเช่น คีย์บอร์ดหรือเมาส์
4.ผลลัพธ์จากกระบวนการ POST จะถูกนำไปเทียบกับข้อมูลที่อยู่ซีมอส ข้อมูลของอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกติดตั้งแล้วในเครื่องหรือค่า configuration จะเก็บอยู่ในหน่วยความจำที่เรียกว่า ซีมอส (CMOS – complementary metal oxide semiconductor)
5.ไบออสจะอ่านโปรแกรมสำหรับบู๊ตจากฟล็อปปี้ดิสก์ ซีดีหรือฮาร์ดดิสก์ ขั้นถัดไปไบออสจะเข้าไปอ่านโปรแกรมสำหรับบู๊ตระบบปฏิบัติการจากเซกเตอร์แรกของฮาร์ดดิสก์ ฟล็อปปี้ดิสก์หรือซีดีรอม
6.โปรแกรมส่วนสำคัญจะถูกถ่ายลงหน่วยความจำ RAM เมื่อไบออสรู้จักระบบไฟล์ของไดรว์ที่บู๊ตได้แล้วก็จะไปอ่านโปรแกรมส่วนสำคัญของระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า เคอร์เนล (kernel) เข้ามาเก็บในหน่วยความจำหลักหรือ RAM ของคอมพิวเตอร์เสียก่อน
7.ระบบปฏิบัติการในหน่วยความจำเข้าควบคุมเครื่องและแสดงผล

ประเภทของการบู๊ตเครื่อง

1.โคลด์บู๊ต (Cold boot) เป็นบู๊ตเครื่องที่อาศัยการทำงานของฮาร์ดแวร์โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง (power on) แล้วเข้าสู่กระบวนการทำงานโดยทันที
2.วอร์มบู๊ต (Warm boot) เป็นบู๊ตเครื่องโดยการทำให้เกิดกระบวนการบู๊ตใหม่ที่เรียกว่า การรีสตาร์ทเครื่อง (restart) โดยมากจะใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ (เครื่องแฮงค์) ซึ่งจำเป็นต้องการบู๊ตเครื่องกันใหม่

การจัดการกับไฟล์ (File Management)

ความหมายของไฟล์ (File)   ไฟล์ เป็นหน่วยในการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเก็บอยู่ในสื่อเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆเช่น ฟล็อปปี้ดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หรือซีดีรอม เป็นต้น

ลำดับโครงสร้างไฟล์ (Hierarchical File System)

เมื่อต้องการเก็บข้อมูลก็จะมีการจัดเก็บไฟล์ที่แยกโครงสร้างออกเป็นส่วนๆเหมือนกิ่งกานสาขาต้นไม้แต่ละกิ่งเรียกว่า โฟลเดอร์ (Folder) ซึ่งเป็นที่รวมไฟล์ข้อมูลเรื่องเดียวกันเข้าไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้โดยง่ายแบ่งเป็น 2 ส่วนย่อยดังนี้คือ
1.ไดเร็คทอรี (Directory) เป็นโฟล์เดอร์สำหรับจัดหมวดหมู่ไฟล์ขั้นสูงสุดในระบบ บางครั้งอาจเรียกว่า root directory ซึ่งบางระบบปฏิบัติการจะรวมทุกทุกไดรว์ไว้ในไดเร็คทอรีเดียวกัน
2.ซับ ไดเร็คทอรี (sub Directory) เป็นโฟล์เดอร์ย่อยที่ถูกแบ่งและจัดเก็บไว้ออกมาอีกชั้นหนึ่ง โดยที่เราสามารถเอาข้อมูลและไฟล์จัดลงในซับไดเร็คทอรีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างซับไดเร็คทอรีย่อยๆลงไปอีกได้ไม่จำกัด
การจักการหน่วยความจำ (Memory Management)
ในการประมวลผลกับข้อมูลที่ปริมาณมากหรือทำงานหลายๆโปรแกรมพร้อมๆกัน หน่วยความจำหลักประเภท RAM อาจมีเนื้อที่ไม่สำหรับเก็บข้อมูลในขณะประมวลผลได้ ระบบปฏิบัติการจะแก้ไขปัญหานี้โดยวิธีที่เรียกว่า หน่วยจำเสมือน (VIM – virtual memory) โดยใช้เนื้อที่ของหน่าวเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ (เรียกว่า สว็อปไฟล์ –swap file) และแบ่งเนื้อที่เหล่านั้นออกเป็นส่วนๆเรียกว่า เพจ (page) ซึ่งมากรกำหนดขนาดไว้แน่นอนจากนั้นระบบปฏิบัติการจะเลือกโหลดเอาเฉพาะข้อมูลในเพจที่กำลังจะใช้นั้นเข้าสู่หน่วยความจำ RAM จนกว่าจะเต็ม หลังจากนั้นหากยังมีความการใช้เนื้อที่ของ RAM เพิ่มอีก ก็จะจัดการถ่ายเทข้อมูลบางเพจที่ยังไม่ได้ใช้ในขณะนั้นกลับออกไปไว้ในหน่วยความจำสำรองเพื่อให้แรมมีเนื้อที่เหลือว่างสำหรับนำข้อมูลเพจใหม่ที่จะต้องใช้ในขณะนั้นเข้ามาแทนและสามารถทำงานต่อไปได้ วิธีการนี้ช่วยให้สามารถจดสรรหน่วยความจำที่มีจำกัดมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การจัดการอุปกรณ์นำเข้าและแสดงผลข้อมูล (I/O Device Management)

ในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้น อุปกรณ์นำเข้ามากกว่าหนึ่งตัวสามารถส่งข้อมูลเข่ไปยังระบบปฏิบัติการได้พร้อมๆกัน และในขณะนั้นระบบปฏิบัติการก็อาจต้องการส่งข้อมูลจากหลายๆโปรแกรมไปยังอูปกรณ์แสดงผลด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอัตราการรับส่งข้อมูลของแต่ละอุปกรณ์มีความเร็วต่ำกว่าซีพียูมาก ระบบปฏิบัติการจึงได้เตรียมพื้นที่ส่วนหนึ่ง จะเป็นในหน่วยความจำหรือ ฮาร์ดดิสก์ก็ตาม เรียกว่า บัฟเฟอร์ (buffer) เพื่อเป็นที่พักรอของข้อมูลที่อ่านเข้ามาเตรียมส่งออกไปยังอุปกรณ์แสดงผลต่างๆ

การจัดการกับหน่วยประมวลผลกลาง (CPU Management)

ในระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องทำงานหลายๆงานพร้อมกันหรือที่เรียกว่า multi-tasking นั้น ระบบปฏิบัติการจำเป็นต้อมีการแบ่งเวลาของซีพียู เพื่อประมวลผลต่างๆเหล่านั้นด้วย เนื่องจากซีพียูสามารถทำงานได้เพียงทีละ หนึ่งคำสั่งเท่านั้น โดยจะสลับการทำงานไปมาระหว่างโปรแกรมของแต่ละงาน ผู้จึงมองเห็นเสมือนว่าหลายๆโปรแกรมทำงานได้ในเวลาเดียวกัน
นอกจากนั้นในการทำงานกับคอมพิวเตอร์เพื่อให้การประมวลผลที่เร็วมากยิ่งขึ้น จะมีการใช้ซีพียูมากกว่าหนึ่งตัวเข้ามาทำงานร่วมกันหรือเรียกว่า multi-processing ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลายๆคำสั่งงานในเวลาเดียวกัน

การรักษาความปลอดภัยของระบบ

        โดยปกติในการทำงานของระบบปฏิบัติการ จะต้องมีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและตัวเครื่องนั้นๆเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในขั้นตอนการ logon จะเป็นการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้เครื่องของผู้ที่ขออนุญาตเข้ามา โดยจะนำเอาชื่อและรหัสผ่านของผู้ขออนุญาตไปสืบค้น เปรียบเทียบกันข้อมูลที่มีอยู่แล้วเพื่อตรวจสอบว่าจะอนุญาตให้บุคคลนั้นใช้งานโปรแกรมหรือข้อมูลในเครื่องได้หรือไม่ หรือถ้ามีสิทธิ์การใช้งานแล้ว สิทธิ์นั้นๆจัดอยู่ในระดับใด เช่น ผู้ใช้คนดังกล่าวสามารถลบหรือสร้างข้อมูลในระบบได้อีกหรือไม่ เป็นต้น

การตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบ

       นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการยังควรมีความสามารถที่จะวัดค่าประสิทธิภาพบางอย่างในการทำงานของเครื่อง เช่น การใช้เวลาของ ซีพียู ที่ถูกปล่อยว่างในการทำงาน ตัวอย่าง เช่น ในระบบปฏิบัติการ windows รุ่นใหม่ๆจะมีโปรแกรมที่เรียกว่า system performance สำหรับตรวจสอบระบบ ดังรูป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถทราบสถานะการทำงานและเป็นข้อมูลประกอบการแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจมีข้นได้



แบบฝึกหัดท้ายบทที่  5

1. cross-platform application คืออะไร จงอธิบาย

                -  คือ โปรแกรมประยุกต์ที่สามารถทำงานได้กับระบบปฏิบัติการหลายๆ ค่ายหรือหลายๆ แพลตฟอร์ม ซึงปัจจุบันผู้ผลิตนิยมที่จะผลิตออกมาให้มีคุณสมบัติมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะออกมาเป็นโปรแกรมเดียวกันแต่คนละเวอร์ชั่น หรือคนละรุ่น เช่น รุ่นสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows, Linix, Macintosh  เป็นต้น



2. device driver  มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำงานกับคอมพิวเตอร์

                -  เป็นระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้งานเป็นอิสระจากอุปกรณ์ คือไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวอุปกรณ์นั้นๆ


3.  เสียงสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ตอบสนองออกมาสั้นบ้าง ยาวบ้างนั้นเกิดจากกระบวนการในขั้นตอนใด และเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น
                -  ขั้นตอนเริ่มทำงานตามกระบวนการที่เรียกว่า POST เพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ เพราะเป็นโปรแกรมส่วนหนึ่งในไบออสซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด, RAM, ซีพียู รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ เช่น คีย์บอร์ดหือเมาส์

4. ประเภทของการบู๊ตเครื่องมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย
                -  2 ประเภท  คือ
·       โคลด์บู๊ต (Cold boot)  เป็นการบู๊ตเครื่องที่อาศัยการทำงานของฮาร์ดแวร์ โดยการกดปุ่มเปิดเครื่อง (Power On) แล้วเข้าสู่กระบวนการทำงานโดยทันที
·       วอร์มบู๊ต (Warm boot) เป็นการบู๊ตเครื่องโดยทำให้เกิดกระบวนการบู๊ตใหม่หรือที่เรียกว่า การรีสตาร์ทเครื่อง (restart) โดยมากจะใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ (เครื่องแฮงค์)

5. จงบอกถึงความแตกต่างระหว่างส่วนประสานงานกับผู้ใช้แบบ command line และแบบ GUI มาพอสังเขป
แบบ command line
แบบ GUI
-  เป็นส่วนประสานงานกับผู้ใช้ที่อนุญาตให้ป้อนรูปแบบคำสั่งที่เป็นตัวหนังสือ (text) สั่งการลงไปด้วยตนเอง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการทีละบรรทัดคำสั่ง
-  เกิดความไม่สะดวกและยุ่งยากกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์มากพอสมควร
-  ต้องจดจำรูปแบบคำสั่ง
-  นิยมเรียกว่า กิวอี้
-  ใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ในการสั่งงานแทน
-  ไม่จำเป็นต้องจดจำรูปแบบคำสั่ง

6. โครงสร้างแบบต้นไม้ คืออะไร เกี่ยวข้องกับโครงสร้างไฟล์ในคอมพิวเตอร์อย่างไรบ้าง
                -  คือ การจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบลำดับ ที่มีกิ่งก้านแผ่ขยายสาขาออกไป เกี่ยวข้องโดยเมื่อต้องการเก็บข้อมูลก็จะมีการจัดเก็บไฟล์ที่แยกโครงสร้างออกเป็นส่วนๆ เหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้แต่ละกิ่งเรียกว่า โฟลเดอร์ (folder)” ซึงจะง่ายต่อการใช้งาน

7. ส่วนประกอบย่อยของไฟล์ มีอะไรบ้าง จงยกตัวอย่างไฟล์มาอย่างน้อย 5 รูปแบบพร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าแต่ละรูปแบบมีความหมายเช่นไร
·       Move     =   สำหรับย้ายไฟล์จากที่เดิมไปยังแหล่งเก็บใหม่
·       Copy      =   สำหรับคัดลอกหรือสำเนาไฟล์ไปยังแหล่งเก็บใหม่
·       Paste      =   สำหรับวางไฟล์ที่คัดลอกมาจากไฟล์เดิม
·       Delete    =   สำหรับลบข้อมูลไฟล์ที่ไม่ต้องการออกจากระบบ
·       Rename =   สำหรับเปลี่ยนชื่อไฟล์ข้อมูลใหม่

8. หน่วยความจำเสมือนเกี่ยวข้องกับการจัดการหน่วยความจำอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
                -  ซึ่งในการประมวลผลกับข้อมูลที่มีปริมาณมากหรือทำงานหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน หน่วยความจำหลักประเภท RAM อาจมีเนื้อที่ไม่พอใช้เก็บข้อมูลในขณะประมวลผลได้ ระบบปฏิบัติการจะแก้ปัญหานี้โดยวิธีที่เรียกว่า หน่วยความจำเสมือน (VM-virtual memory) โดยใช้เนื้อที่ของหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์

9. spooling ที่เกิดขึ้นในการพิมพ์งาน มีหลักการอย่างไรบ้าง
                -  จะต้องทำตามลำดับไปทีละงาน ของใครของมัน จะสลับหรือผสมกันไม่ได้ ซึ่งระบบจะเก็บงานที่สั่งพิมพ์ต่างๆ รวมไว้และจัดคิวที่จะส่งไปยังเครื่องพิมพ์ตามลำดับเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา

10. ระบบ plug and play คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำงาน
                -  การเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ (plug) และใช้งานได้เลยทันที (play) โดยระบบปฏิบัติการจะจัดการติดตั้งโปรแกรมดีไวซ์ไดรเวอร์ให้เองโดยอัตโนมัติ

11. multi-processing คือการประมวลผลงานลักษณะใด มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง จงอธิบายพอสังเขป
                -  คือหน่วยประมวลผลกลาง มีหลักการทำงานกับคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีการประมวลผลที่เร็วมากยิ่งขึ้น จะมีการใช้ซีพียูมากกว่าหนึ่งตัวเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลายๆ คำสั่งงานในเวลาเดียวกัน



สรุปบทที่ 6 ข้อมูลและการจัดการข้อมูล

      ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่มีการเก็บรวบรวมไว้ อาจเกี่ยวข้องกับคน สิ่งของหรือเหตุการณ์อื่นๆ ในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์
แหล่งข้อมูล
      ข้อมูลสำหรับนำมาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์นั้นจะมาได้จากแหล่งที่มา 2 ประเภทด้วยกันคือ
แหล่งข่อมูลภายใน
แหล่งข้อมูลภายนอก

คุณสมบัติของข้อมูลที่ดี

มีคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ดังนี้
ความถูกต้อง
ความเป็นปัจจุบัน
ความตรงต่อเวลา
มีความสมบูรณ์
สามารถตรวจสอบได้

การแบ่งลำดับชั้นของการจัดการข้อมูล(Hierarchy of Data )

     ในการจัดการข้อมูลนั้นมีการจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นลำดับชั้นเพื่อง่ายต่อการเรียกใช้และประมวลผลเป็นลำดับชั้นของหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด
ไบต์(Byte) เมื่อนำมารวมกันหลายๆบิตก็จะได้กลุ่มใหม่ที่เรียกว่า ไบต์
ฟีลด์ หรือเขตของข้อมูล (Field) ประกอบด้วยตัวอักษรหรือตั้งแต่ไบต์ 1 ตัวขึ้นไปมาประกอบกันเป็นหน่วยข้อมูลที่ ใหญ่ขึ้นแล้วแสดงลักษณะหรือความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เรคอร์ด (Racord) เป็นกลุ่มของเขตข้อมูลหรือฟีลด์ที่ความสัมพันธ์กัน และนำมาจัดรวมกันเป็นหน่วยใหม่ที่ใหญ่ขึ้นนเพียงหน่วยเดียว
ไฟล์ หรือแฟ้มตารางข้อมูล (File) เป็นการนำเอาข้อมูลทั้งหมดหรือหลายๆเรคอร์ดที่ต้องการจัดเก็บมาเรียงอยู่ในรูปแบบของแฟ้มตารางข้อมูลเดียวกัน

ฐานข้อมูล

       ฐานข้อมูลเกิดจากการรวบรวมเอาแฟ้มตารางข้อมูลหลายๆแฟ้มที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกันไว้ที่เดียว ฐานข้อมูลมักเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต พอยกตัวอย่างได้ดังนี้
       ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์
       ฐานข้อมูลทะเบียนนักศึกษา
       ฐานข้อมูลบุคลากร

การจัดโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล

     โดยแฟ้มข้อมูลจะถูกเก็บสำรองไว้ในหน่วยความจำสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากมีความจุข้อมูลสูงและสามารถเก็บได้ถาวรแม้จะปิดเครื่องไป
โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ
     เป็นโครงสร้างข้อมูลชนิดพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด เนื่องจากมีลักษณะการเก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับเรคอร์ดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการอ่านข้อมูลใด โปรแกรมจะเริ่มอ่านตั้งแต่เรคอร์ดแรกไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบเรคอร์ดที่ต้องการ
โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม
     เป็นโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่เข้าถึงได้โดยตรง เมื่อต้องการอ่านค่าเรคอร์ดใดๆ สามารถเลือกอ่านค่านั้นได้ทันที แบ่งตามลักษณะการทำงานออกได้เป็น 2 ประเภทคือ แบบแฮชไฟล์ และ แบบดัชนี
โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับเชิงดัชนี
     เป็นลักษณะของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่อาศัยกระบวนการที่เรียกว่า ISAM ซึ่งรวบรวมเอาความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มและแบบเรียงลำดับเข้าไว้ด้วยกัน การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลวิธีนี้ ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงกันตามลำดับไว้บนสื่อแบบสุ่ม เช่น ฮาร์ดดิสก์ และการเข้าถึงข้อมูลจะทำผ่านแฟ้มข้อมูลลำดับเชิงดรรชนี
ประเภทของแฟ้มข้อมูล (File typy) เราอาจแบ่งประเภทของแฟ้มข้อมูลตามลักษณะเนื้อหาของข้อมูลที่เก็บเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ
แฟ้มหลัก เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีความถี่ของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไม่บ่อยมากนัก
แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง (Transaction file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีการเปลี่ยนหรือแก้ไขของรายการข้อมูลภายในค่อนข้างบ่อยและทำแบบประจำต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นทุกวัน
การประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูลกับระบบฐานข้อมูล

     การประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูล 

      แฟ้มข้อมูลต่างๆเช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลสินค้า แฟ้มข้อมูลพนักงาน สามารถนำเอามาประมวลผล เพื่อนำไปใช้งานอื่นๆ แต่มีข้อเสียคือทำให้ข้อมูลมีความซ้ำซ้อนกัน
ระบบฐานข้อมูล
จากปัญหาของการประมวลผลแบบแฟ้มข้อมูลข้างต้น แนวคิดของการแก้ปัญหาดังกล่าวจะใช้วิธีการจัดเก็บรวบรวมแฟ้มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันนำมาจัดเรียงรวมกันเสียใหม่

แนวคิดของการใช้ฐานข้อมูล มีแนวคิดดังนี้

ลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล
ลดความขัดแย้งของข้อมูล
การรักษาความคงสภาพของข้อมูล
ใช้ข้อมูลร่วมกันได้
ง่ายต้อการเข้าถึงข้อมูล
ลดระยะเวลาการพัฒนาระบบงาน

เครื่องมือสำหรับจัดการฐานข้อมูล

โดยปกติในการจัดการฐานข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์นั้นจะมีโปรแกรมที่เรียกว่า ระบบการจัดการฐานข้อมูล
ลักษณะของ DBMS
ระบบการจัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS จะอำนวยความสะดวกกับผู้ใช้ คือสามารถใช้งานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลในระดับที่ลึกมากเหมือนกับการเขียนโปรแกรมของโปรแกรมเมอร์
ภาษาคิวรี่
เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสอบถามหรือจัดการกับข้อมูลใน DBMS โดยภาษาประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ภาษา SQL คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็ม
ความสามารถโดยทั่วไปของระบบการจัดการข้อมูล
           -สร้างฐานข้อมูล
           -เพิ่มเปลี่ยนแปลงและลบฐานข้อมูล
           -จัดเรียงและค้นหาข้อมูล
           -สร้างรูปแบบและรายงาน
           


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 6

1.คุณสมบัติของข้อมูลที่ดีประกอบด้วยอะไรบ้าง    จงอธิบาย

ตอบ คุณสมบัติพื้นฐานของข้อมูลที่ดี มีดังต่อไปนี้
- ความถูกต้อง (accuracy)
ข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการประมวลผล จำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงหรือถูกต้องตรงกันกับแหล่งข้อมูลนั้น เพราะหากนำข้อมูลที่ผิดมาประมวลผล จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการผิดพลาดตามไปด้วย
- มีความเป็นปัจจุบัน (update)
ข้อมูลซึ่งอยู่ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้กับอีกช่วงเวลาในปัจจุบันได้ การพิจารณาเลือกเอาข้อมูลที่ทันสมัยมาใช้ในการประมวลผลจะทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง
-ตรงตามความต้องการ (relevance)
ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของหน่วยงานมากที่สุด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ข้อมูลที่ถึงแม้จะถูกต้องมากแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือช่วยในการตัดสินใจใดๆได้
- ความสมบูรณ์ (complete)
ข้อมูลที่จะนำมาประมวลผล บางครั้งอาจมีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายๆครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จริงๆ ความสมบูรณ์นี้อาจหมายถึงข้อมูลนั้นต้องมีความครบถ้วนด้วย เช่น ในระบบงานบุคลากรหากเราสนใจเพียงแค่ข้อมูลของพนักงานเฉพาะวุฒิการศึกษาและความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้สนใจเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดหรือเพศของพนักงาน กรณีที่นำเอาข้อมูลไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาบุคลากร อาจเอาไปใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะบอกไม่ได้ว่าพนักงานแต่ละเพศหรือมีช่วงวัยที่ต่างกัน มีความสามารถที่แตกต่างกันจริงหรือไม่ (เพราะข้อมูลไม่มีความสมบูรณ์นั่นเอง)
- สามารถตรวจสอบได้ (verifiable)
ข้อมูลที่ดี ควรตรวจสอบแหล่งที่มาหรือหลักฐานอ้างอิงต่างๆได้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อการนำมาประมวลผล ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบหรือไม่มีความน่าเชื่อถืออาจเป็นกลลวงของคู่แข่งขัน หรือทำให้การประมวลผลได้ข้อมูลผลลัพธ์ที่ผิดตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลเสียหายในภายหลังได้

2. ข้อมูลภายในสถาบันการศึกษาที่ท่านสังกัดอยู่ มีอะไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ

ตอบ สถาบันการศึกษา อาจพอยกตัวอย่างข้อมูลภายในได้ดังนี้
- จำนวนนักศึกษาทั้งหมดในสถาบัน
ซึ่งสามารถแยกหรือหาข้อมูลย่อยๆได้อีกเช่น จำนวนนักศึกษาชาย จำนวนนักศึกษาหญิง จำนวนนักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท เป็นต้น ข้อมูลภายในเหล่านี้อาจดูได้จากหน่วยงานด้านสถิติและทะเบียนนักศึกษาของสถาบันที่สังกัด
- หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับต่างๆ
ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรที่เปิดสอนในสถาบันการศึกษา ถือเป็นข้อมูลภายในเช่นเดียวกัน ซึ่งในหลายสถาบันอาจมีข้อมูลของหลักสูตรที่ไม่เหมือนกันได้ เช่น ชื่อหลักสูตร ชื่อปริญญา หรือรายละเอียดของหลักสูตรที่ใช้สอน เป็นต้น ข้อมูลภายในเหล่านี้อาจดูได้จากหน่วยงานฝ่ายวิชาการที่กำกับดูแลด้านหลักสูตรโดยตรง
- คณะหรือสาขาวิชาที่มีอยู่
จำนวนคณะหรือสาขาวิชาในแต่ละสถาบันการศึกษา อาจมีจำนวนไม่เท่ากัน เหมือนกับข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร บางสถาบันอาจมีคณะเพียง 2-3 คณะ บางสถาบันอาจมีมากกว่านั้นได้ บางคณะอาจมีสาขาวิชาสังกัดอยู่เพียงไม่กี่สาขา แต่บางคณะอาจมีอยู่หลายสาขา สามารถทราบข้อมูลเหล่านี้ได้จากหน่วยงานฝ่ายวิชาการเช่นเดียวกัน
3.ไฟล์หรือแฟ้มตารางข้อมูลคืออะไร
ตอบ คือ การนำเอาข้อมูลหลายๆเรคอร์ดที่ต้องการจัดเก็บมาเรียงอยู่ในรูปแบบของแฟ้มตารางข้อมูลเดียวกัน เช่น แฟ้มตารางข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ขาย อาจประกอบด้วยเรคอร์ดของสินค้าหลายๆชนิดที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ รหัสสินค้า ชื่อสินค้า ราคาสินค้า และจำนวนที่ขายได้ เป็นต้น

4. ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ ข้อมูลปฐมภูมิ (primary data) เป็นข้อมูลที่มีการเก็บหรือรวบรวมก่อนครั้งแรก เพื่อนำไปประมวลผลให้เกิดเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) ในภายหลัง ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่ออีกได้ เช่นค่าเฉลี่ยคะแนนของนักศึกษารายวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น สามารถบ่งชี้หรือนำไปวิเคราะห์ค่าทางสถิติอีกได้ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งอาจได้มาจากการเก็บรวบรวมคะแนนของนักศึกษาในแต่ละกลุ่มการเรียน(section) ที่ได้ลงทะเบียนเรียนในรายวิชานั้น ซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิ เป็นต้น

5.ในแง่ของการจัดการข้อมูลนั้น ข้อมูลมีโอกาสซ้ำกันได้หรือไม่ จะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร

ตอบ ข้อมูลอาจมีการซ้ำกันเกิดขึ้นได้อยู่เสมอในบางฟีลด์ เช่น ชื่อสินค้า ชื่อตัว หรือนามสกุล อาจมีการใช้ที่ซ้ำกันได้ การแก้ไขในเรื่องการจัดการข้อมูลคือ สร้างคีย์ฟีลด์ (key field) เพื่อใช้อ้างอิงหรือระบุข้อมูลโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการอ้างอิงข้อมูลที่ผิด ซึ่งทำให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากกว่า คีย์ฟีลด์ในตารางแฟ้มข้อมูลจะเป็นตัวอ้างอิงหรือระบุเรคอร์ดที่ต้องการได้ ปกติจะเลือกฟีลด์ที่ไม่มีข้อมูลซ้ำกันเลย เช่น ฟีลด์รหัสนักศึกษา ฟีลด์รหัสสินค้า เป็นต้น

6. การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่ง่ายและเป็นพื้นฐานมากที่สุด คือแบบใด มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ตอบ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (sequential file structure) ถือเป็นการจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลชนิดพื้นฐานและสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด โดยจะเรียงลำดับเรคอร์ดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ การอ่านหรือค้นคืนข้อมูลจะข้ามลำดับไปอ่านโดยตรงไม่ได้ เมื่อต้องการอ่านข้อมูลที่เรคอร์ดใดๆ โปรแกรมจะเริ่มอ่านข้อมูลตั้งแต่เรคอร์ดแรกไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบเรคอร์ดที่ต้องการอ่าน จึงจะเรียกค้นคืนเรคอร์ดนั้นขึ้นมา

7. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสุ่มสามารถทำงานได้เร็ว เป็นเพราะเหตุใด จงอธิบาย

ตอบ การอ่านข้อมูลในเรคอร์ดใดๆสามารถเข้าถึงได้โดยตรง ไม่ต้องรอหรือผ่านเรคอร์ดแรกๆเหมือนกับแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ ก็สามารถเลือกหรืออ่านค่าได้โดยทันที ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีในสื่อประเภทจานแม่เหล็ก เช่น ดิสก์เก็ตต์หรือฮาร์ดดิสก์

8. เหตุใดจึงต้องนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในการทำงาน จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

ตอบ เพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับการทำงานที่ต่างคนต่างจัดเก็บข้อมูลแยกกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกฝ่ายหรือทุกหน่วยงานสามารถเลือกใช้ได้และยังทำให้ข้อมูลที่ใช้นั้นมีความตรงกัน และลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูลลงไปได้ เช่น แต่เดิมข้อมูลที่อยู่ลูกค้าของฝ่ายขายและฝ่ายการเงินต่างก็แยกเก็บกันเอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่ของลูกค้าเกิดขึ้น จึงไม่รู้ว่าจะใช้ที่อยู่ใดในการติดต่อดี เพราะฝ่ายหนึ่งอาจมีการแก้ไขให้เป็นค่าที่อยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่ทราบและไม่มีการแก้ไขใดๆ หากจะติดต่อกับลูกค้าจริงๆอาจมีปัญหาขึ้น แต่เมื่อนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน จึงช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงไปได้

9.ความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล (data redundancy) คืออะไร จงอธิบาย

ตอบ คือการจัดเก็บข้อมูลไว้แยกกันหลายที่ ข้อมูลที่ต้องการจึงอาจมีบางส่วนที่ซ้ำซ้อนกันได้ กล่าวคือมีข้อมูลชุดเดียวกันถูกจัดเก็บใน 2 แฟ้มข้อมูลหรืออาจมากกว่านั้น ทำให้เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลโดยเปล่าประโยชน์ และเมื่อใดที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแฟ้มข้อมูลนั้น อาจจำเป็นต้องตามไปแก้ไขทุกๆแฟ้มที่จัดเก็บแยกกันอีกเพื่อให้ตรงกัน จึงทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก

10.DBMS มีประโยชน์อย่างไรต่อการใช้งานฐานข้อมูล

ตอบ ระบบการจัดการฐานข้อมูลหรือ DataBase Management Systems เป็นเสมือนตัวกลางที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลในระดับที่ลึกมากก็สามารถดูแลรักษาฐานข้อมูลได้ รมถึงควบคุมการเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ด้วยอีกทั้งยังทำให้การค้นคืนข้อมูลต่างๆสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมักจะมีภาษาการจัดการกับข้อมูลโดยเฉพาะเป็นของตนเอง

11. ภาษาที่ใช้สอบถามหรือเข้าถึงข้อมูลโดยผ่านรูปแบบการใช้คำสั่งเฉพาะ เรียกว่าภาษาอะไร จงยกตัวอย่างของคำสั่งประกอบ

ตอบ ภาษาคิวรี่เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสอบถามหรือเข้าถึงข้อมูลฐานข้อมูลได้ ตัวอย่างของภาษาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ภาษา SQL ซึ่งเป็นคำสั่งภาษาที่นิยมใช้กันในระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ในปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างของคำสั่งต่าง ๆ เช่น
- DELETE
ใช้สำหรับลบข้อมูลหรือเรคอร์ดใดๆในฐานข้อมูล
-INSERT
ใช้สำหรับเพิ่มข้อมูลหรือเรคอร์ดใดๆเข้าไปในฐานข้อมูล
- SELECT
ใช้สำหรับเลือกข้อมูลหรือเรคอร์ดใดๆที่ต้องการจากฐานข้อมูล
-UPDATE
ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูลหรือเรคอร์ดใดๆในฐานข้อมูล

12. ความสามารถโดยทั่วไปของ DBMS มีอะไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ คุณสมบัติหรือความสามารถโดยทั่วไปของ DBMS มีดังนี้
-สร้างฐานข้อมูล
โดยปกตินั้น การออกแบบฐานข้อมูลอาจต้องมีการเก็บข้อมูลหรือขั้นตอนการทำงานของระบบที่จะพัฒนาเสียก่อนเพื่อให้ทราบได้ว่าต้องการฐานข้อมูลอะไรบ้าง ตารางที่จัดเก็บมีกี่ตาราง จากนั้นจึงนำเอามาสร้างเป็นฐานข้อมูลจริงใน DBMS ทั่วโป โดยผ่านเครื่องมือที่มีอยู่ในโปรแกรมซึ่งอาศัยภาษา SQLในการสั่งงาน
- เพิ่ม เปลี่ยนแปลงแก้ไขและลบข้อมูล
ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นด้วย DBMS นั้น สามารถเพิ่มค่า เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลต่างๆได้ทุกเมื่อโดยเข้าไปจัดการได้ที่ DBMS โดยตรง เช่น เพิ่มค่าเรคอร์ดบางเรคอร์ดที่ตกหล่น ลบหรือแก้ไขข้อมูลบางเรคอร์ดที่ต้องการ เป็นต้น
- จัดเรียงและค้นหาข้อมูล
DBMS สามารถจัดเรียงข้อมูลได้โดยง่าย ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้จัดเรียงแบบใด เรียงข้อมูลจากค่าน้อยไปหาค่ามากหรือเรียงตามลำดับวันเวลา เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถระบุค่าเพียงบางค่าเพื่อค้นหาข้อมูลได้โดยง่าย เช่น ป้อนอักษร A เพื่อค้นหาข้อมูลสินค้าที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร A ได้ เป็นต้น
- สร้างรูปแบบและรายงาน
การแสดงผลบนหน้าจอ (form) และพิมพ์ผลลัพธ์รายการต่างๆออกมาเป็นรายงาน (report) เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ DBMS สามารถทำได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลดังกล่าว สามารถตรวจสอบหรือแก้ไขรายการที่มีอยู่นั้นได้โดยง่าย





      
 สรุปบทที่ 7 การวิเคราะห์และพัฒนาระบบ

       ระบบ หมายถึง หน่วยย่อยๆที่ประกอบกันเป็นหน่วยใหญ่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหน่วยงานเหล่านั้นสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
       วิเคราะห์ออกแบบระบบ เป็นการใช้กระบวนการเพื่อศึกษารายละเอียดของปัญหาต่างๆว่า ระบบที่เราพิจารณานั้นต้องทำอะไรบ้าง โดยหาความต้องการให้ได้ว่าต้องการแก้ปัญหาหรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมเข้ามาในระบบ

       ดังนั้นก่อนที่เราจะสร้างหรือพัฒนาให้ระบบมีความสมบูรณ์ ต้องมีการฝึกตั้งคำถามเหล่านี้
ระบบทำอะไร(What)
ทำโดยใคร(Who)
ทำเมื่อไร(When)
ทำไมต้องทำ(Why)
ทำอย่างไร(How)

หน้าที่ของนักวิเคราะห์และออกแบบระบบ

      นักวิเคราะห์ระบบและออกแบระบบ จะเข้ามามีบทบาทในการศึกษาความต้องการใช้งานของผู้ใช้ว่าต้องการให้พัฒนาหรือสร้างระบบไปในแนวทางไหน โดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ศึกาปัญหาและออกแบบระบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด

คุณสมบัติของนักวิเคราะห์ระบบ

มีความรู้พื้นฐานในวิชาทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการเจรจาและประสานงานกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เป็นคนชั่งสังเกต มีไหวพริบ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆแยกเป็นประเด็นย่อยๆหรือรายละเอียดเจาะลึกได้เป็นอย่างดี
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบธุรกิจองค์กรเป็นอย่างดี
มีความสามารถทำงานเป็นทีม
สามารถควบคุมเวลาและแผนงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
มีความสามารถในการสื่อสารและนำเสนองาน
ปรับตัวกับการทำงานที่กดดันได้เป็นอย่างดี 
 มีจิตวิทยาและเทคนิคโน้มน้าวหรือจูงใจคนเป็นอย่างดี

       วงจรพัฒนาระบบ จะมีวงจรการทำงานที่เป็นลำดับขั้นตอนชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเริ่มทำอะไร และเมื่อพัฒนาเสร็จแล้วต้องทำการบำรุงรักษาหรือดูแลระบบต่อไปอย่างไร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการผู้ใช้ได้ ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญๆดังนี้
   กำหนดปัญหา ในขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากจะต้องมีการเก็บรวบรวมรายละเอียดต่างๆ โดยรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานด้วยระบบแบบเดิม เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆที่มี และตอบสนองความต้องการผู้ใช้มากที่สุดการวิเคราะห์ระบบ เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจในความต้องการของผู้ใช้ โดย   
   วิเคราะห์การทำงานของระบบเดิม และกำหนดความต้องการใหม่ว่าต้องการทำอะไรบ้าง เช่น แผนภาพกระแสข้อมูล หรือแบบจำลองข้อมูล
   ออกแบบระบบ เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวกับการเสนอระบบใหม่ว่าจะพัฒนาอย่างไร โดยนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้จากขั้นตอนที่แล้วมาแยกย่อยและอกแบบให้ตรงตามความต้องการ เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของระบบงาน
   พัฒนาระบบ เป็นขั้นตอนที่สร้างระบบตามแบบพิมพ์เขียวที่ได้ออกแบบไว้ โดยลงมือเขียนโปรแกรมในแต่ละส่วนที่ออกแบไว้ แล้วนำมาประกอบกันเพื่อให้สามารถทำตามความต้องการที่ออกแบบไว้ได้
   ทดสอบระบบ หัวหน้าทีมพัฒนาระบบที่เป็นผู้รับผิดชอบ จะต้องดูแลเรื่องการทดสอบระบบและจัดทำเอกสารสำหรับเป็นคู่มือสำหรับผู้ใช้งาน
   ติดตั้งระบบ หลังจากทดสอบการใช้งานแล้ว จึงนำระบบที่พัฒนามาเพื่อใช้งานจริง โดยอาจเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่ทันที
   การบำรุงรักษา เป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากนำระบบที่ผ่านการทดสอบแล้วไปใช้งานจริง จึงมีการวางแผนเตรียมการรับรองหรือแก้ปัญหาในการใช้งานระบบอยู่ตลอดเวลาโดยมีทีมงานที่สนับสนุนหรือจัดสอนการใช้ระบบอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพด้วย


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7 การวิเคราะห์และพัฒนาระบบ
1.จงอธิบายความหมายของระบบมาพอสังเขป
ตอบ.ระบบ คือ ระเบียบเกี่ยวกับการรวมสิ่งต่างๆ ซึ่งมีลักษณะซับซ้อนให้เข้าลำดับประสานเป็นอันเดียวกันตามหลักเหตุผลทางวิชาการ หรือหมายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งมีความสัมพันธ์ ประสานเข้ากัน โดยกำหนดรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระบบ(System) คือ กระบวนการต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมีความสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการเหล่านั้น และเชื่อมต่อกันเพื่อทำงานใดงานหนึ่งให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ระบบ(System) คือ กลุ่มขององค์ประกอบต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อจุดประสงค์อันเดียวกันและเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำว่าระบบที่จะต้องทำการวิเคราะห์ จึงต้องเข้าใจลักษณะของระบบก่อน
2.นักศึกษาคิดว่าระบบมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบายพร้อมให้เหตุผลประกอบ

ตอบ.ระบบจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับส่วนย่อยหรือองค์ประกอบอื่นหลายส่วน เช่น บุคคล เครื่องคอมพิวเตอร์ วิธีการ วัสดุเครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ หากไม่มีระบบในการทำงานก็จะทำให้ยุ่งยากมากขึ้นจากเดิม หรือทำไม่ได้เลย เช่น ระบบในร่างกายของเราจะต้องประกอบไปด้วยระบบเส้นประสาท ระบบขับถ่าย ระบบหายใจระบบไหลเวียนของโลหิต ฯลฯ
3.เหตุใดจึงต้องวิเคราะห์และออกแบบระบบ

ตอบ.การวิเคราะห์และออกแบบระบบมีความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาระบบสารสนเทศ การวิเคราะห์ระบบเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนักวิเคราะห์ระบบต้องติดต่อกับคนหลายคน ได้รู้ถึงการจัดการและการทำงานในองค์การ ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์หลายแบบมากขึ้น ผู้ที่สามารถวิเคราะห์ระบบได้ดี ควรมีประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรม มีความรู้ทางด้านธุรกิจ ความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายและฐานข้อมูล ซึ่งใช้เป็นความรู้ในการออกแบบระบบที่มีความแตกต่างกันออกไปตาม สภาพงาน ดังนั้น หน้าที่ของนักวิเคราะห์ ก็คือการศึกษาระบบ แล้วให้คำแนะนำในการปรับปรุงและพัฒนาระบบนั้นจนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งการทำงานทั้งหมดต้องมีลำดับขั้นตอนและการศึกษาวิธีการวิเคราะห์และการออกแบบระบบในแต่ละขั้นตอน ทำให้เข้าใจการวิเคราะห์ระบบนั้นๆ ดียิ่ง และสามารถออกแบบระบบใหม่โดยไม่ยากเย็นนัก โดยสามารถตัดสินใจว่า ระบบใหม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ประเภทไหน ใช้โปรแกรมอะไร ออกแบบ Input/output อย่างไรเป็นต้น
4.นักวิเคราะห์ระบบคือใคร มีหน้าที่อะไรบ้าง
ตอบ.คือ บุคคลที่มีหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบ ซึ่งปกติแล้วนักวิเคราะห์ระบบควรจะอยู่ในทีมระบบสารสนเทศขององค์กรหรือธุรกิจนั้นๆ การที่มีนักวิเคราะห์ระบบในองค์กรนั้นเป็นการได้เปรียบ เพราะจะรู้โดยละเอียดว่า การทำงานในระบบนั้นๆเป็นอย่างไรและอะไรคือความต้องการของระบบ
5.นักวิเคราะห์ระบบที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ตอบ. 1.) มีความชำนาญหลากหลายในศาสตร์คอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษา ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
2.) มีความเข้าใจในระบบธุรกิจ ระบบการเงิน และระบบการตลาด เป็นอย่างดี
3.) มีความเข้าใจในความต้องการของผู้ใช้ระบบเป็นอย่างดี
4.) ต้องเป็นนักสำรวจ ที่ช่างสังเกตในรายละเอียดในรายละเอียดต่าง ๆ ของระบบ รวมทั้งองค์ ประกอบภายนอกที่เกี่ยวข้องกับระบบ
5.) มีจรรยาบรรณต่อองค์กรที่พัฒนาระบบให้ ไม่นำข้อมูลที่ได้ซึ่งเป็นความลับขององค์กรไปเผยแพร่ภายนอกอันก่อให้ เกิดผลเสียแก่องค์กร
6.) ต้องทำงานเป็นทีมได้อย่างดี
7.)มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เนื่องจากนักวิเคราะห์ระบบต้องมีการติดต่อประสานงานระหว่างบุคคลหลายกลุ่ม
8.) สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง
9.) มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลให้ทั้งผู้บริหารระดับสูงรวมไปถึงผู้ใช้ระบบ ให้สามารถเข้าใจได้โดยง่ายและ ตรงกัน
10.) มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดี หากองค์กรนั้นสื่อสารภายในเป็นภาษาอังกฤษ
11.) สามารถทำงานภายในภาวะกดดันได้ เนื่องจากต้องทำงานกับบุคคลหลายฝ่าย
12.) เป็นนักจิตวิทยา ในการที่จะพูดคุยหรือติดต่อกับกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างถูกต้อง
6.วงจรการพัฒนาระบบคืออะไร ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ. วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) เป็นวงจรที่แสดงถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ริเริ่มจนกระทั่งสำเร็จ วงจรการพัฒนาระบบนี้จะทำให้เข้าใจถึงกิจกรรมพื้นฐานและรายละเอียดต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบมีอยู่ด้วยกัน 7 ขั้นตอนด้วยกัน
7.การกำหนดความต้องการของผู้ใช้ (User Requirement) มีความสำคัญอย่างไร

ตอบ. 1.) ความต้องการที่เกี่ยวกับหน้าที่ของระบบ (Functional Requirement)
1.1 คำบรรยายเกี่ยวกับการประมวลผลซึ่งระบบจะต้องทำ
1.2 รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่จะป้อน เข้าสู่ระบบ
1.3 รายละเอียดเกี่ยวกับผลลัพธ์
1.4 รายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่ต้องใช้ในระบบ
1.5 รายละเอียดเกี่ยวกับการควบคุม
2.) ความต้องการที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของระบบ (Non-Functional Requirement)
แต่มีความสัมพันธ์กับหน้าที่ของระบบ ทำให้ได้มาซึ่งความต้องการที่เกี่ยวกับ
หน้าที่ของระบบ ได้แก่
2.1 เกณฑ์ในหารปฏิบัติงาน (Performance Criteria) เช่น เวลาในการตอบสนองในการแก้ไขข้อมูลในระบบ หรือ การรับข้อมูลจากระบบ
2.2 ปริมาณข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จะต้องรวบรวม หรือเก็บไว้ในระบบ
2.3 ความปลอดภัยของระบบ
3.) ความต้องการเกี่ยวกับความสามารถในการใช้งาน (Usability Requirement)
3.1 ลักษณะผู้ใช้ที่จะใช้ระบบ
3.2 งานที่ผู้ใช้จะต้องทำ รวมทั้งเป้าหมายที่เขาจะพยายามบรรลุ
3.3 ปัจจัย หรือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ระบบ
3.4 เกณฑ์ที่ยอมรับได้ ซึ่งผู้ใช้จะใช้ในการตัดสินเมื่อนำระบบไปใช้
8.เทคนิคการรวบรวมข้อมูล (Fact-Gathering Techniques) คืออะไร จงอธิบาย

ตอบ. คือเทคนิคที่ใช้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารและรายงานต่างๆแผนผังองค์กร แบบสอบถาม การสังเกต รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้ใช้งานและผู้เกี่ยวข้องกับระบบเป็นต้น
9. Gantt Chart คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ตอบ. เป็นแผนภูมิแท่งชนิด Bar Chart อย่างหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องกระทำกับระยะเวลาหรือเวลาสำหรับการปฏิบัติงานของกิจกรรมนั้น ๆ การเขียน Gantt chart จะต้องกำหนดเวลาของแต่ละโครงงาน ซึ่งจะแสดงภาพรวมของโครงการนั้น ๆ ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบได้ง่ายขึ้น บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำการตรวจสอบความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ระบบได้ อย่างเข้าใจและรวดเร็วมากขึ้น
Gantt chart ที่สร้างในส่วนบนตามแนวนอนของตารางจะแสดงหน่วยของเวลา ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมง วัน สัปดาห์ เดือน หรือหน่วยเวลาตามที่นักวิเคราะห์ระบบกำหนด ส่วนด้านข้างตามแนวตั้งของตาราง บรรทัดบนสุดจะเป็นชื่อโครงการ บรรทัดถัดมาจะเป็นรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ หรือขั้นตอนของโครงการซึ่งมักตั้งชื่อง่าย ๆ ที่สามารถเข้าใจได้ว่าโครงการนั้นทำอะไร
10. Tester คือใคร มีหน้าที่อะไร

ตอบ .คือ ผู้ทดสอบระบบ ทำหน้าที่ทดสอบระบบ เมื่อได้โปรแกรมหรือระบบตามที่พัฒนาโปรแกรมได้เขียนไว้แล้ว





บทที่ 8 การเขียนผังงาน

        ความหมายของผังงาน (Flowchart) เป็นเครื่องมือแสดงขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน ตั้งแต่เริ่มต้น
จนสิ้นสุดการทำงานผังงานทั่วไปจะใช้รูปภาพสัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
(ตามมาตรฐานของสถาบัน ANSI )

ประเภทของผังงาน 

ผังงานระบบ (System Flowchart) แสดงภาพการทำงานโดยรวมของระบบ
ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) แสดงรายละเอียดขั้นตอนการทำงาน

วิธีเขียนผังงานที่ดี

ควรเขียนขั้นตอนการทำงาน (Algorithm) ทั้งหมดก่อนเขียนผังงาน
(Flowchart)
ใช้สัญลักษณ์ตามมาตรฐานของสถาบัน ANSI
ข้อความที่ใช้ในสัญลักษณ์ควรจะเป็นข้อความสั้นๆ ที่อ่านเข้าใจง่าย
ขนาดของสัญลักษณ์ไม่ควรเล็กหรือใหญ่จนเกินไป
ควรเขียนขั้นตอนจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา
ควรเขียนผังงานให้จบภายในหน้าเดียวกัน 
       สัญลักษณ์การเขียนผังงาน (Flowchart Symbols) สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) มีหลายสัญลักษณ์ด้วยกัน และสัญลักษณ์ในแต่ละแบบก็จะมีความหมายและการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

รูปแบบของผังงาน

ลักษณะการเขียนผังงานมีอยู่ 3 รูปแบบหลักๆคือ
แบบเรียงลำดับ (Sequence)
แบบมีเงื่อนไข (Decision หรือ Selection)
แบบทำซ้ำ (Repeat หรือ Loop)

แบบเรียงลำดับ (Sequence)

เป็นรูปแบบของผังงานที่ง่ายสุด ไม่ซับซ้อนและไม่มีการเปรียบเทียบเงื่อนไขใดๆ โโดยแสดงขั้นตอนการทำงานไปตามลำดับตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ

แบบมีเงื่อนไข (Decision)

เป็นรูปแบบของผังงานที่มีเงื่อนไขให้เลือกตัดสินใจ โดยเตรียมขั้นตอนการทำงานไว้รองรับสำหรับเงื่อนไขนั้นๆ

แบบทำซ้ำ (Repeat หรือ Loop)

เป็นรูปแบบผังงานที่มีขั้นตอนการทำงานซ้ำๆโดยมีเงื่อนไขเป็นตัวควบคุม ซึ่งจะให้ทำงานภายใต้เงื่อนไขที่เป็นจริง (while…do)หรือให้ทำงานขั้นตอนนั้นซ้ำๆจนกว่าเงื่อนไขจะเป็นจริง(do until) เป็นต้น

ประโยชน์ของการเขียนผังงาน ประโยชน์ของผังงาน

 ใช้สาหรับช่วยในการพัฒนาลาดับขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหา เนื่องจากผังงานเป็นการอธิบายขั้นตอนการทางานในลักษณะของรูปภาพ ให้สามารถเห็นลาดับของขั้นตอนวิธีการทางานได้ชัดเจนกว่าการอธิบายในลักษณะข้อความ
การใช้ผังงานเพื่อช่วยสำหรับการหาขั้นตอนวิธีการทางาน จะทาให้สามารถเขียนอธิบายขั้นตอนการทำงานในลักษณะข้อความได้สะดวกขึ้น
ช่วยให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถกำหนดขั้นตอนการทางานก่อนหลังของโปรแกรมได้อย่างเป็นระบบ และจะช่วยให้การเขียนโปรแกรมเป็นไปอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบและ
แก้ไขโปรแกรมได้ง่ายหากมีการปรับปรุงโปรแกรมที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต สรุปได้ดังนี้
1. ช่วยอธิบายขั้นตอนการทางานแต่ละขั้นให้เข้าใจการทางานของโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็ว
2. สามารถวิเคราะห์ความถูกต้องของโปรแกรมก่อนเขียนโปรแกรมจริง และตรวจสอบขั้นตอนการทางานเพื่อหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้สะดวก 3. ทาให้ทราบถึงโครงสร้างของโปรแกรมทั้งหมดที่จะเขียน
4. ใช้เป็นสื่อในการติดต่อประสานงานกันระหว่างนักวิเคราะห์ระบบ นักออกแบบโปรแกรม กับนักเขียนโปรแกรมและผู้ใช้ ให้สามารถเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดได้ เพราะไม่ใช่ภาษาคอมพิวเตอร์
5. ช่วยให้เขียนโปรแกรมได้ง่าย
 6. ช่วยให้การกระจายงานให้นักเขียนโปรแกรมหลาย ๆ คนช่วยเขียนโปรแกรมเป็นส่วน ๆ ได้ เพราะทราบขั้นตอนการทางานของโปรแกรมที่ชัดเจน สามารถบางส่วน และประมาณการทางานได้อย่างต่อเนื่อง
7. สามารถนาผังลาดับการทางานของโปรแกรม มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาโปรแกรมอื่น ๆ ที่มีลาดับข้นตอนการทางานคล้าย ๆ กันได้
8. การบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance) ทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเภทของผังงาน
ในการเขียนผังงานนั้นสามารถจำแนกแบบของผังงานออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ
1. ผังงานระบบ (System Flowchart) หรือผังงานในระดับกว้าง ซึ่งจะเป็นการแสดงขั้นตอนการทางานของระบบทั้งหมด ผังงานระบบมักจะมีลักษณะย่นย่อ รวบรัด และแสดงเฉพาะตัวงานที่จะต้องทาในระบบเท่านั้น ไม่มุ่งเน้นรายละเอียดในการปฏิบัติ
2. ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) หรือผังงานระดับละเอียด เป็นภาพแผนผังที่แสดงลาดับขั้นตอนในการทางานของโปรแกรม ซึ่งจะแยกย่อยมาจากผังงานระบบ คือในแต่ละขั้นตอนจะแสดงการทางานแต่ละคำสั่งโดยละเอียด





แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8 การเขียนผังงาน

1. ผังงาน (flowchart) คืออะไร
ตอบ. ผังงาน (Flowchart) คือ รูปภาพ (Image) หรือสัญลักษณ์(Symbol) ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอน คำอธิบาย ข้อความ หรือคำพูด ที่ใช้ในอัลกอริทึม (Algorithm) เพราะการนำเสนอขั้นตอนของงานให้เข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง ด้วยคำพูด หรือข้อความทำได้ยากกว่า
2. อธิบายรูปแบบผังงานแบบเรียงลำดับ (sequence) แบบมีเงื่อนไข (decision) และแบบทำซ้ำ (loop)
ตอบ. 1)การทำงานแบบตามลำดับ(Sequence) คือ การเขียนให้ทำงานจากบนลงล่าง เขียนคำสั่งเป็นบรรทัด และทำทีละบรรทัดจากบรรทัดบนสุดลงไปจนถึงบรรทัดล่างสุด สมมติให้มีการทำงาน 3 กระบวนการคือ อ่านข้อมูล คำนวณ และพิมพ์ จะเขียนเป็นผังงาน(Flowchart) ในแบบตามลำดับได้
2)การเลือกกระทำตามเงื่อนไข(Decision) คือ การเขียนโปรแกรมเพื่อนำค่าไปเลือกกระทำ โดยปกติจะมีเหตุการณ์ให้ทำ 2 กระบวนการ คือเงื่อนไขเป็นจริงจะกระทำกระบวนการหนึ่ง และเป็นเท็จจะกระทำอีกกระบวนการหนึ่ง แต่ถ้าซับซ้อนมากขึ้น จะต้องใช้เงื่อนไขหลายชั้น เช่นการตัดเกรดนักศึกษา เป็นต้น ตัวอย่างผังงานนี้ จะแสดงผลการเลือกอย่างง่าย เพื่อกระทำกระบวนการเพียงกระบวนการเดียว
3) การทำซ้ำ (Loop) คือ การทำกระบวนการหนึ่งหลายครั้ง โดยมีเงื่อนไขในการควบคุม หมายถึงการทำซ้ำเป็นหลักการที่ทำความเข้าใจได้ยากกว่า 2 รูปแบบแรก เพราะการเขียนโปรแกรมแต่ละภาษา จะไม่แสดงภาพอย่างชัดเจนเหมือนการเขียนผังงาน(Flowchart) ผู้เขียนโปรแกรมต้องจินตนาการ ถึงรูปแบบการทำงาน และใช้คำสั่งควบคุมด้วยตนเอง ตัวอย่างผังงานที่นำมาแสดงนี้เป็นการแสดงคำสั่งทำซ้ำ(do while) ซึ่งหมายถึงการทำซ้ำในขณะที่เป็นจริง และเลิกการทำซ้ำเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
3. ขั้นตอนการทำงานซ้ำแบบ while…do และ do…until ต่างกันอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ. while...do เป็นโครงสร้างที่มีการทดสอบเงื่อนไขก่อน ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็จะเข้ามาทำงานในกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำ ซึ่งเรียกว่าการเข้าลูป หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นจริงอยู่ ก็ยังคงต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดไปที่อยู่ถัดจาก DO WHILE หรืออาจเป็นการจบการทำงาน
ส่วน do…until เป็นโครงสร้างการทำงานแบบทำงานซ้ำเช่นกัน แต่มีการทำงานที่แตกต่างจาก DO WHILE คือจะมีการเข้าทำงานกลุ่มคำสั่งที่อยู่ภายในลูปก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วจึงจะไปทดสอบเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะมีการเข้าทำกลุ่มคำสั่งที่ต้องทำซ้ำอีก หลังจากนั้นก็จะย้อนกลับไปตรวจสอบเงื่อนไขใหม่อีก ถ้าเงื่อนไขยังคงเป็นเท็จอยู่ ก็ยังต้องทำกลุ่มคำสั่งซ้ำหรือเข้าลูปต่อไปอีก จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง จึงจะออกจากลูปไปทำคำสั่งถัดจาก UNTIL หรืออาจเป็นการจบการทำงาน
4.จงบอกประโยชน์ของผังงาน
ตอบ. 1.) ทำให้มองเห็นรูปแบบของงานได้ทั้งหมด โดยใช้เวลาไม่มาก
2.) การเขียนผังงานเป็นสากลสามารถนำไปเขียนโปรแกรมได้ทุกภาษา
3.) สามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว
4. )หากมีการพัฒนาระบบงานในลำดับต่อไป สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยศึกษาจากผังงาน จะสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจง่ายกว่าการศึกษาจากโปรแกรม




สรุปบทที่ 9 ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

       ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือระบบที่มีการนำเอาคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเข้าไว้ด้วยกันเพื่อสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการใช้ทรัพยากรบางอย่างของระบบร่วมกันได้
วัตถุประสงค์ของการใช้เครือข่าย
·         ใช้ทรัพยากรร่วมกัน คือเพื่อใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ พื้นที่ในดิสก์
·         ใช้ข้อมูลในไฟล์ร่วมกัน ใช้ในกรณีที่ต้องการให้ข้อมูลชุดเดียวเรียกใช้จากหลายเครื่อง
·         ความง่ายในการดูแลระบบ ทำให้สามารถดูแลและบริหารระบบได้จากที่เดียว เช่นผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบสถานะการทำงาน ติดตั้งหรือถอดโปรแกรมและอื่นๆได้จากแหล่งเดียว

ประเภทของเครือข่าย

ระบบเครือข่ายโดยทั่วไปอาจแบ่งได้ 2 ลักษณะคือ
Local Area Network (LAN) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันในระยะจำกัด เช่น ในอาคารเดียวกัน
·         Wide Area Network (WAN) เป็นการเชื่อมต่อ LAN ในที่ต่างๆเข้าด้วยกันผ่านระบบสื่อสารอื่นๆ เช่นเครือข่ายโทรศัพท์สายเช่า
ข้อจำกัดของระบบเครือข่าย
à         การเรียกใช้ข้อมูลทำได้ช้า หากเป็น LAN ความเร็วสูงก็อาจช้ากว่าไม่มากนัก แต่หากเป็น WAN ก็จะช้ากว่ากันมากๆ
à         ข้อมูลไม่สามารถใช้ได้ทันที ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
à         ยากต่อการควบคุมและดูแล ระบบที่ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องซึ่งทำงานเป็นอิสระจากกันย่อมมีความสลับซับซ้อนและยากกว่าการดูแลคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

องค์ประกอบของเครือข่าย

·         อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์หลักๆคือ การ์ดLAN กับอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อเข้าเป็นระบบเครือข่าย หรือตัวรวมสาย Hub
·         ซอร์ฟแวร์ ได้แก่โปรแกรมต่างๆตั้งแต่โปรแกรมที่เป็นไดรเวอร์ควบคุมการ์ดแลนโปรแกรมจัดการโปรโตคอลในการติดต่อสื่อสาร
·         ตัวนำกลางข้อมูล คือสายเคเบิลชนิดต่างๆ เช่น coaxial, UTP, คลื่นวิทยุ
ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ LAN แบบไร้สาย
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลถูกส่งไปในอากาศซึ่งสามารถถูกดักจับได้ง่าย จึงต้องมีวิธีเข้ารหัสข้อมูล โดยมีจะการออกมาตรฐานใหม่คือ WPA
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นการนำเสนอคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องมาเชื่อมต่อเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสามารถทำงานแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆร่วมกัน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการคือ การใช้ข้อมูลทำได้ช้า ไม่สามารถทำได้ทันทีและยากต่อการควบคุมดูแลในบางกรณี ระบบเครือข่ายโดยทั่วไปอาจแบ่งได้กว้างๆ เป็น  2ลักษณะคือ LANและ WANองค์ประกอบของเครือข่ายประกอบด้วย อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และตัวกลางนำข้อมูล ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่สายเคเบิลชชิดต่างๆ เช่น สาย Coaxial,สาย UTP, คลื่นวิทยุ,สาย Fiber Optic เป็นต้น
        เครือข่ายแบบไร้สาย คือเครือข่ายที่อาศัยคลื่นวิทยุในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์คือไม่ต้องเดินสายเหมือน  LANแบบอื่น เหมาะกับการใช้งานในบ้านหรือที่ไม่สะดวกเดินสาย แต่จะทำความเร็วได้ต่ำกว่าแบบใช้สายหลายเท่า
   การจัดแบ่งหน้าที่ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมี2แบบใหญ่ๆ คือ Peer-to-Peer ซึ่งทุกเครื่องจะมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน  และแบบ   Server-based ซึ่งมีบางเครื่องทำหน้าที





แบบฝึกหัดท้ายบทที่9 ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

1.นักศึกษาคิดว่าเหตุใดจึงต้องนำเอาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการทำงาน

ตอบ. เพื่อช่วยให้การทำงานมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น การนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาเชื่อมต่อกันเป็นเครือ ข่ายจึงทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทำได้ง่ายมากขึ้น ผู้ใช้งานในระบบเครือข่ายสามารถ ติดต่อถึงกันได้ทันที ลดข้อจำกัดเรื่องของเวลาและสถานที่ลงไปได้  

2.ระบบเครือข่ายมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบ

ตอบ. ข้อดีคือ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันได้เช่น เครื่องพิมพ์หรือพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ นอกจากนั้นไฟล์ข้อมูลที่จำเป็นก็สามารถเรียกใช้งานได้จากหลายๆ เครื่องหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันก็ทำได้โดยง่าย  ข้อเสียของระบบเครือข่ายอาจเกิดปัญหาได้เช่นกัน เช่น เรียกใช้ข้อมูลไดช้าเพราะ  ข้อจำกัดของสายของเครือข่ายที่ทำได้ช้ากว่าสายต่อภายในเครื่อง และยากต่อการควบคุมดูแล เพราะมีผู้ใช้งานหลายคนร่วมกัน ข้อมูลอาจไม่สามารถใช้งานได้ทันที หากผู้ใดผู้หนึ่งเรียกใช้ข้อมูล อยู่เป็นต้น      

3.สายเคเบิลที่ได้รับความนิยมอย่างแพรหลายมากที่สุดคือสายชนิดใด จงบอกถึงลักษณะโดยทั่วไปของสายดังกล่าว

ตอบ. สายแบบ UTP หรือแบบไม่มีฉนวนหุ้ม ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะมีราคาถูก และติดตั้งได้ง่าย เป็นสายขนาดเล็กคล้ายสายโทรศัพท์มี 8 เส้น ตีเกลียวกันเป็นคู่ๆ เพื่อลดสัญญานรบกวน การเดิน- สายต้องจากเครื่องเข้าหาอุปกรณ์รวมสายหรือ HUB เท่านั้น

4.จงอธิบายวิธีการทำงานแบบ CSMA/CD ที่ใช้ในระบบเครือข่าย มาพอเข้าใจ

ตอบ. วิธีการนี้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะคอย "ฟัง" ว่าสายว่างหรือไม่ ถ้าพบว่าสายว่างก็จะเริ่มส่งสัญ- ญาณออกมาซึ่งถ้าสายว่างจริงข้อมูลก็จะส่งไปถึงผู้รับได้เลย แต่การเริ่มส่งสัญญาณนี้อาจเกิดขึ้น จากหลาย ๆ สถานีฟร้อมกันได้ เพราะต่างคนต่าง "ฟัง" และเข้าใจว่าสายว่างพร้อมกันผลก็คือสัญ-ญาณที่จะได้จะชนกันในสาย ทำให้ข้อมูลใช้ไม่ได้ ดังนั้นเครื่องแต่ละเครื่องจึงต้องสามารถตรวจจับการชนกันของข้อมูลได้ด้วย เมื่อเครื่องที่ส่งข้อมูลออกมาชนกัน ก็ให้หยุดส่งและรอโดยนับถอยหลัง  ตามเวลาที่สุ่มขึ้นมาซึ่งจะแตกต่างกันระหว่างแต่ละเครื่อง แล้วค่อยส่งข้อมูลออกมาใหม่

5.จงสรุปความหมายของ Server และ Client มาพอเข้าใจ

ตอบ.  - Server
คือเครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลสำหรับเครื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายมักมีหน้าที่และชื่อที่เรียกแตกต่างกันแล้วแต่การให้บริการ เช่น Mail server,File server,Web server  Pint server,Database server เป็นต้น
         - Client
 คือเครื่องลูกข่ายที่อยู่ในระบบ มีหน้าที่ร้องขอหรือเรียกใช้บริการจากเครื่องแม่ข่ายเมื่อทำงานหรือขอข้อมูลบางอย่างนั้นเอง
 
6.HUB คืออะไร เอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรกับระบบเครือข่าย

ตอบ. ตัวรวมสายซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมากในการต่อ LAN โดยสามารถโยบย้ายสาย สลับเครื่องหรือ เพิ่มจำนานเครื่องได้ เนื่องจากสายทั่งหมดจากทุกเครื่องจะลากมารวมอยู่ที่เดียวกันหมด โดยเรา  อาจทำเป็นตู้หรือห้องเพื่อไว้เก็บสายด้วยก็ได้ อาจมีจำนวนพอร์ตเพื่อใช้สำหรับต่อสายต่างกันได้ในแต่ละตัวเช่น 5,8,10,16,24 พอร์ตหรือมากกว่านั้นเป็นต้น

7.จงยกตัวอย่างมาตรฐานของ Ethernet  ความเร็วสูงพร้อมทั้งอธิบายมาพอเข้าใจ

ตอบ. มาตรฐานของ Ethernet ความเร็วสูง มีดังต่อไปนี้
              - 1000Base-T
                  เป็นระบบที่พัฒนาต่อจาก Ethernet โดยใช้สายที่ดีขึ้นกว่าเดิมคือสาย UTP แบบ Category5
                  หรือดีกว่า การต่อนั้นใช้ HUB ที่ทำมาให้รองรับความเร็ว 100 Mbps ด้วยเท่านั้น
              - Gigabit Ethernet
                  หรือเรียกกันเป็น 1000 Base-T (สาย UTP) หรือ 1000 Base-F (สาย Fiberoptic)สามารถ
                  ส่งข้อมูลได้ในระดับความเร็ว 1000 Mbps หรือ 1 Gbps เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความ
                  เร็วสูงมาก เช่น งานกราฟฟิก หรือใช้เชื่อมต่อตรงช่วงที่เข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อสามารถรอง
                  รับงานจากเครื่องอื่นได้มากพร้อมกัน
              - 10 Gigabit Ethernet
                  เป็นเทคโนโลยีที่สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบอื่น ๆ คือทำได้ถึง 10000 Mbps หรือ
                  10 Gbps นิยมใช้สำหรับเชื่อมต่อกับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันระหว่างเมืองหรือ
                  WAN เป็นต้น

8. จงบอกลักษณะโดยทั่วไปของสายโคแอกเชี่ยล

ตอบ. สายเส้นเดี่ยวแบบที่มีเปลือกเป็นสายโลหะถัก (Shield) เพื่อป้องกันคลื่นรบกวน โดยมักใช้กับเครือ
         ข่ายแบบ Ethernet ดั้งเดิมซึ่งสามารถใช้ต่อเชื่อมระหว่างแต่ละเครื่องโดยตรงในลักษณะที่ไม่ต้อง
         มีอุปกรณ์รวมสายเข้ามาช่วย ปัจจุบันเริ่มใช้กันน้อยลงเพราะถูกทดแทนด้วยสาสยแบบอื่นที่มีราคา
         ถูกและทำความเร็วได้ดีกว่า

9.จงบอกถึงหน้าที่หลักของอุปกรณ์ Route

ตอบ. Router จะทำงานเสมือนเป็นเครื่องหรือ node หนึ่งใน LAN ที่รับข้อมูลเข้ามาแล้วส่งต่อไปยังปลาย
         ทางที่ต้องการ หน้าที่หลักของ Router คือหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งต่อข้อมูลต่อไปยังเครือข่าย
         อื่นซึ่งอาจใช้สื่อสัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ โดยมีการแปลงหรือจัดรูปแบบข้อมูลตามแบบ






บทที่ 10 เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

 อินเทอร์เน็ต 

     อินเตอร์เนตคือช่องทางการสื่อสารด้วยข้อมูลต่างๆเหล่านั้นโดยสะดวกเร็วปานสายฟ้าแลบ อินเตอร์เนตเป็นช่องทางที่เชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์
 


ผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ผ่าน ISP



       ISP คือ   หน่วยงานที่ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูเปิดการเชื่อมต่อให้กับบุคคลหรือองค์กรสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
 มีอยู่ 2 ประเภทคือ
 1.ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ (commercial ISP)
 2.ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษา การวิจัยและหน่วยงานของรัฐ (non-commercial ISP)
อินเทอร์เน็ตมีความเป็นมา  โดยเริ่มจากเครือข่ายสื่อสารทางทหารชื่อ ARPANET ที่ใช้ทำสงครามของสหรัฐ ที่ออกแบบเหมือนร่างแห เมื่อภัยสงครามสงบ ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นระบบเปิดกว้าง ไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างหลักของเครือข่ายทหารเดิมการต่อขยายอินเทอร์เน็ตจึงแพร่หลายไปทั่วโลก และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่มากขึ้น
อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกันได้ โดยมีจุดเชื่อมต่อเข้าหากันมากมายผ่าน ISP ISP = Internet Service Provider (ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีทั้งผู้ให้บริการฟรีและเสียเงินราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ เช่น แบบธรรมดาแบบความเร็วสูง

โปรโตคอล : กติกาของอินเทอร์เน็ต
 การทำงานต่างๆในอินเทอร์เน็ตจะสอดคล้องกันได้ต้องมีกติกาเดียวกันทุกเครื่อง ทุกโปรแกรม จะรับรู้และทำตามเป็น
มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เรียกว่า โปรโตคอล”(protocol)TCP/IP กับ IP addressกติกาหลักในการรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต โดยกำหนดวิธีขั้นตอนในการรับส่งข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องอย่างรัดกุมส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ คือ IP address หรือที่อยู่ IP   IP address เป็นตัวเลขล้วนๆ 4 ชุด แต่ละชุดมีค่าระหว่าง   0 - 255 คั่นด้วยจุ202.56.159.90
ชื่อโดเมน
ใช้ภาษาอังกฤษเป็นคำๆ จำง่ายและสื่อความหมายได้ดี
เว็บ (Web)
ย่อมาจาก เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) หรือ WWW บริการพื้นฐานที่ใช้กันมากที่สุด โดยเรียกดูข้อความและภาพประกอบเป็นหน้าๆไปลักษณะพิเศษคือ แต่ละหน้าจะมีการเชื่อมโยงหรือ ลิงก์” (link) เพื่อเรียกดูเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันได้โดยง่าย
HTTP โปรโตคอลของเว็บ     HyperText Transfer Protocol หรือ HTTP  โปรโตคอลอีกชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกดูข้อมูลจากเว็บ เรียกดูข้อมูลจากเว็บผ่านบราวเซอร์โดยระบุ http:// นำหน้าโดเมน
HTML : ภาษาของเว็บ   HTML : HyperText Markup Language ภาษาที่ใช้ในการจัดหน้าเว็บเพจ
 มีส่วนขยายคือ .htm หรือ .html   ใช้โปรแกรมช่วยเขียนได้ เช่น Adobe DreamweaverElectronic mail (E-mail)
 เป็นการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยข้อมูลที่ส่งออกไปจะถูกกองรอไว้ เมื่อผู้รับว่างจึงจะเข้ามาเปิดอ่าน โดยไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบกันทันที เครื่องที่ให้บริการรับส่งเมล์เรียกว่า เมล์เซิร์ฟเวอร์” (mail server)มีทั้งบริการที่เสียเงินและฟรีบนเว็บไซต์ผู้ให้บริการรูปแบบของ E-mail address  การส่งอีเมล์ ต้องรู้ที่อยู่ของผู้รับว่าจะส่งไปที่ชื่อไหน
 เรียกว่า "ตู้จดหมาย" หรือ mailbox  มีรูปแบบคือ ชื่อผู้ใช้@ชื่อโดเมนหรือชื่อหน่วยงาน
การรับ-ส่ง E-mail
 เริ่มจากสร้างไฟล์อีเมล์ขึ้นใหม่ แล้วส่งไฟล์นั้นให้กับเครื่องที่เป็นเมล์เซิร์ฟเวอร์ขาออก เพื่อส่งต่อไปยังผู้รับปลายทางอีกทอดหนึ่ง อาจเขียนด้วยภาษาไทยหรืออังกฤษ หรือแนบไฟล์เอกสาร ข้อความรูปภาพ และข้อมูลมัลติมีเดียไปด้วยได้
 บางโปรแกรมยังจัดหน้าตาเมล์ให้สวยงามและใส่ภาพประกอบต่างๆได้โดยใช้ภาษา HTML แบบเดียวกับเว็บเพจ
 อาจส่งไปยังผู้รับคนเดียว หรือจะระบุให้ส่งถึงหลายๆคนโดยเมล์ฉบับเดียวก็ได้การรับ E-mail   เริ่มโดยเชื่อมต่อไปที่เครื่อง เมล์เซิร์ฟเวอร์ขาเข้า (อาจเป็นคนละเครื่องหรือเครื่องเดียวกับเมล์เซิร์ฟเวอร์ขาออก)  ซึ่งมีเมล์บอกซ์ (mailbox) หรือตู้ไปรษณีย์เก็บข้อมูล เพื่อดึงอีเมล์ที่มาถึงเข้ามายังเครื่อง  





แบบฝึกหัดท้ายบทที่10 เครือข่ายอินเตอร์เน็ต

1.Internet Service Provider คืออะไร มีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างไรกับอินเทอร์เน็ต
ตอบ. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูเปิดการเชื่อมต่อให้กับบุคคลหรือองค์กรสามารถ
         ใช้งานอินเทอร์ มีชื่อย่อว่า ISP โดยจะมีการเรียกเก็บค่าบริการทั้งแบบรายเดือนหรือแบบรายชั่วโมง
         สำหรับการเชื่อมต่อดังกล่าว ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องเชื่อมต่อเครืองข่ายของตนเองเข้ากับ
         ISP ก่อนทุกครั้งเมื่อต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ต
2.จงสรุปความหมายของอินเทอร์เน็ต มาพอเข้าใจ
ตอบ. อินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนเครือข่าย
         ของเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงทั่วถึงกันหมด นิยมใช้สำหรับการค้นหาและเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องการ
         ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
3.เว็บเพจ และ เว็บไซท์ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ. เว็บเพจ คือหน้าเอกสารที่นำเสนอบนเว็บ มักเขียนด้วยภาษาที่เขียนบนเว็บโดยเฉพาะที่เรียกว่า
         HTML ซึ่งอาจจะเขียนขึ้นด้วยเครื่องมือช่วยเว็บบางตัวหรือถูกแปลงและให้แสดงผลด้วยภาษา
         คอมพิวเตอร์บนเว็บบางชนิด โปรแกรมที่ช่วยเขียนได้เช่น Dreamweaver,Frontpage,Golive
         เว็บไซท์ คือ แหล่งรวบรวมเอกสารเว็บเพจทั้งหลายให้รวมอยู่ในแหล่งเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้งาน
         สามารถเรียกค้นข้อมูลได้ อาจกล่าวได้ว่าเอกสารเว็บเพจหลายๆหน้าที่เก็บไว้รวมกันไว้ที่เดียวกัน
4.จงยกตัวอย่างของบริการบนอินเทอร์เน็ตที่นักศึกษาใช้มาอย่างน้อย 2 บริการ
ตอบ. บริการ Chat
              - เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยสามารถพูดคุยกันสดๆ ระหว่างคนรู้จักในหมู่
                เพื่อนฟูงหรือคนที่ไม่เคยรู้จักรกันมากก่อน โดยมีเพียงที่อยู่อีเมลก็สามารถติดต่อกันได้แล้ว
                สามารถรับ-ส่งไฟล์ต่างๆได้อีกด้วย โปรแกรมที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็คือโปรแกรม MSN
         บริการโหลดเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต
              - สามารถหาเพลงที่เราอยากฟัง ฟังได้อย่างง่ายดาย แค่เพียงเข้าเว็บบร์อดหรือกระทู้ที่มีการ
                แชร์ไฟล์เพลงไว้แล้ว ก็สามารถคลิ๊กดาวโหลดมาฟังได้ในทันที
5.หากต้องการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ควรทำอย่างไรบ้าง จงอธิบายพอเข้าใจ
ตอบ. ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตเสียก่อน ที่นิยมกันเป็นอย่างมากคือ
         ผ่านอุปกรณ์ Modem ซึ่งมีอยู่หลายแบบ เช่น แบบธรรมดา แบบADSL หรือแบบไร้สายโดยต้องไป
         ขอสมัครเป็นสมัครเป็นสมาชิกหรือเลือกซื้อบริการจาก ISP เสียก่อน ซึ่งอาจคิดราคาค่าบริการที่
         แตกต่างกันออกไป จากนั้นทำการเชื่อมต่อเข้าไปยัง ISP ปลายทางเพื่อขอให้เปิดการเชื่อมต่อจึง
         จะสามารถใช้งานได้   
6.Modem คืออะไร
ตอบ. อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากดิจิตอลในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางให้กลายเป็นสัญญาณ
         อนาล็อก(Modulation) เพื่อวิ่งผ่านสื่อส่งข้อมูล เช่น สายโทรศัพท์ จากนั้นจะทำการแปลงสัญญาณ
         กลับให้เป็นสัญญาณดิจิตอลแบบเดิม(demodulation)เมื่อข้อมูลถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทาง
7.เหตุใดจึงต้องนำเอาระบบ DNSมาใช้เพื่ออ้างอิงถึงชื่อเครื่องของคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือ
ข่ายอินเทอร์เน็ต
ตอบ. การอ้างอิงถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตอาจใช้หมายเลข IP address เพื่ออ้างอิงได้แต่
         การเรียกใช้อาจทำให้ยุ่งยากเนื่องจากการจดจำหมายเลขดังกล่าวอาจไม่คุ้นหรือยากกว่าชื่อที-
         สามารถพิมพ์หรือระบุเป็นอักษรได้ตรงๆ
         Domain Name System จึงได้ถูกนำเอามาใช้สนับสนุนให้เกิดการทำงานดังกล่าว โดยจะเป็นการ
         แปลงชื่อโดเมนที่ผู้ใช้ฟ้อนเข้ามา ให้เป็นหมายเลข IP address ของเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น
         เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงผลนั้นเอง การแปลงข้อมูลจะกระทำโดยเครื่อง DNS Server โดยตรง
8. โปรแกรมที่สามารถเปิดเรียกดูเอกสารบนเว็บได้ เราเรียกว่าโปรแกรมอะไร ให้นักศึกษา
ยกตัวอย่างมาอย่างน้อย 4 โปรแกรม
ตอบ. โปรแกรมเว็บราวเซอร์ ซึ่งสามารถเรียกดูเอกสารบนเว็บไซร์ได้ ทั้งที่อยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพ
         นิ่ง เสียง วิดีโอหรืออื่นๆ ผู้ใช้งานเพี่ยงแค่พิมพ์หรือป้อนข้อมูลโดยระบุชื่อเว็บไซร์หรือ URL ที่ถูก
         ต้อง โปรแกรมดังกล่าวก็จะนำเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่นั้นมาแสดงผลให้เห็นบนจอภาพได้ ตัวอย่าง
         โปรแกรมที่รู้จักกันดี เช่น Internet Explorer , Nescape Communication , Opera และ Plawan
         เป็นต้น






สรุปท้ายบทที่ 11 เทคโนโลยีสารสนเทศ

           เทคโนโลยี คือ การเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่เพื่อประยุกต์ ใช้ให้เกิดประโยชน์  เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอีกหนึ่งแขนงของวิชาทางด้านวิทยา ศาสตร์  ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์  และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อจัดการกับสานสนเทศที่ ต้องการ           
           ระบบสารสนเทศ  เป็นระบบที่นำคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการกับข้อมูลในองค์กร ซึ่งมีอยู่ 3  ระดับ คือ 
                  ระดับสูงซึ่งเป็นกลุ่มบริหารสูงสุด 
                  ระดับกลางซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคลากรใน 
                  ระดับบริหารและจัดการ เช่น หัวหน้าแผนก หรือ หัวหน้าฝ่าย 
             และกลุ่มสุดท้ายคือผู้ใช้ระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานเทคโนโลยี สารสนเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศได้หลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ  สังคม การศึกษา  สาธารณสุข  สิ่งแวดล้อม  ฯลฯ   สำหรับประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญ โดยได้วางกรอบบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศคือ IT 2010  ขึ้น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ  การสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้




แบบฝึกหัดท้ายบทที่11 เทคโนโลยีสารสนเทศ
 
1.จงยกตัวอย่างระบบสารสนเทศที่นักศึกษาพบเห็นในชีวิตประจำวันมาอย่างน้อย 5 ระบบ
ตอบ.  1.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา
          1.2 ระบบสารสนเทศเทคโนโลยีการเกษตร
          1.3 ระบบสารสนเทศทางการเเพทย์
          1.4 ระบบสารสนเทศการเงินการธนคาร
          1.5 ระบบสารสนเทศการแสดงหุ้นของบริษัทต่างๆ
2.สื่อผสมหรือมัลติมีเดีย คืออะไร เราสามารถนำเอาสื่อผสมไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง จงยกตัวอย่างพร้อมอธิบายประกอบตอบ.  สื่อที่ประกอบด้วยสารสนเทศที่อาจอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพกราฟิก เสียง ภาพนิ่ง รวมถึง
          ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ โดยนำมาจัดไว้รวมกันเพื่อให้เกิดความน่าสนใจกับผู้ที่เรียกใช้สื่อ สามารถ
          นำเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก เช่น การสร้างวิดีทัศน์เพื่อเผยแพร่ทั่วไป เป็นต้น
3.เทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่างพร้อมอธิบาย
ตอบ.    การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ โดยอาศัยเครื่องมือ
          ทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคม
          และการสื่อสาร
            ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศเราสามารถใช้ได้แทบจะทุกแขนง เช่น ด้านการศึกษาที่ลด
          ปัญหาทางด้านเวลาและระยะทางในการเรียนได้ โดยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามชุมชนที่อาศัยเทคโน
          โลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ฯลฯ
     
4.DAISY มีประโยชน์อย่างไรบ้าง จงอธิบายพอสังเขป
ตอบ.    digital accessible information system หรือ DAISY เป็นระบบหนังสือที่มีการบันทึกข้อมูลให้อยู่
          ในรูปแบบเสียงเพื่อให้ประโยชน์สำหรับคนตาบอดสามารถอ่านหนังสือได้ โดยสามารถค้นอ่านข้อ
          มูลในหนังสือได้อย่างรวดเร็ว หรือเลือกแบบก้าวกระโดดไปยังส่วนต่างๆของหนังสือได้ เป็นต้น
5.เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของในหลวงและข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับประเทศไทยคือเครือ
ข่ายใดหน่วยงานใดที่ดูแลรับผิดชอบเครือข่ายนี้
ตอบ.    เครือข่ายกาญจนาภิเษกหรือ KPNet จะเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้า
          อยู่หัวตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ที่ประกอบด้วยงานหลักสองส่วนคือ เครือข่ายพระ
          ราชกรณียกิจและเครือข่ายกระจายความรู้ให้กับประชาชน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ
          คอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือเนคเทคเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบเครือข่ายนี้   
6.จงยกตัวอย่างของการประมวลผลแบบ real time มาอย่างน้อย 1 ตัวอย่างพร้อมอธิบาย
ตอบ.   การฝาก-ถอนเงินสดกับเครื่องให้บริการของธนาคารพาณิชย์ หากลูกค้าทำธุรกรรมนั้นเสร็จสิ้นยอด
          เงินคงเหลือต่างๆในบัญชีที่มีอยู่จะทำการปรับปรุงเป็นยอดปัจจุบันทันที
7.Knowledge-based Economy คือรูปแบบของสังคมแบบใด จงอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่าง
ตอบ.    รูปแบบของสังคมที่มุ่งเน้นให้เกิดภูมิปัญญาหรือความรู้เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้
          เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งที่ยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล ขณะเดียวกันก็เพื่อ
          ให้ประชาชนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด
8. ประโยชน์ของ Geographic Information System มีอะไรบ้าง
ตอบ.    ช่วยให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลทางภูมิศาสตร์มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถจัดการ
          กำหนดข้อมูลด้านตำแหน่งที่ตั้งบนผิวโลก ที่รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ทั้งข้อมูลพื้นที่แผนที่
          รูปถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายทางดาวเทียม เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาผังเมือง
          ประยุกต์ใช้งานทางด้านธรณีวิทยา หรือการพยากรณ์อากาศ เป็นต้น
9.Telemedicine คืออะไร
ตอบ.     การแพทย์ทางไกล ที่นำเอาความก้าวหน้าทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกต์ใช้กับงาน
          ด้านการแพทย์โดยตรง โดยใช้การส่งสัญญาณผ่านสื่อโทรคมนาคมอันทันสมัย โดยแพทย์ต้นทาง
         และปลายทางสามารถติดต่อกันได้ด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียง รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ
         คนไข้ระหว่างหน่วยงานได้ เช่น ฟิล์มเอกซเรย์และสัญญาณเสียงจากเครื่องมือแพทย์ เช่น การเต้น
         ของหัวใจเสมือนว่าคนไข้อยู่ในห้องเดียวกัน เป็นต้น



 
บทที่ 12 พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

       E-Commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบการทำธุรกรรมซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน สินค้าหรือบริการต่างๆระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผ่านช่องทางการจำหน่ายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

วิวัฒนาการของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

     ยุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (EDI)
แนวคิดที่จะให้คอมพิวเตอร์ของคู่ค้าทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรงนิยมใช้น้อย เพราะมีค่าใช้จ่ายในการวางระบบและดำเนินงานสูงใช้เฉพาะในวงการอุตสาหกรรมหรือการค้าเฉพาะทางที่มีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่ฝ่ายเท่านั้น
    ยุคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  ยุคของอินเทอร์เน็ตที่แผ่ขยายอย่างรวดเร็วเข้าถึงการซื้อขายในระดับของผู้บริโภคทั่วๆ ไปมีคอมพิวเตอร์และต่อกับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้มีโปรแกรมรองรับที่ดีมากยิ่งขึ้นเช่น browser ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีต้นทุนที่ถูกลง โปรแกรมสำหรับดูข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
รูปแบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
แบ่งได้ตามความสัมพันธ์ทางการตลาด (market relationships) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ 3 รูปแบบดังต่อไปนี้
แบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B : Business-to-Business)
แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C : Consumer-to-Consumer)
แบบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C : Business-to-Consumer)

ขั้นตอนการค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

     ขั้นตอนการค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่หลากหลายขั้นตอนมาก ซึ่งไม่ได้มีแค่ตอนสั่งซื้อขายและชำระเงินเพียงเท่านั้น  หากยังรวมถึงกิจกรรมก่อนหน้าและหลังจากนั้นด้วย
ขั้นตอนที่ 1 : การออกแบบและจัดทำเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 2 : การโฆษณาเผยแพร่หรือให้ข้อมูล
ขั้นตอนที่ 3 : การทำรายการซื้อขาย
ขั้นตอนที่ 4 : การส่งมอบสินค้า
ขั้นตอนที่ 5 : การบริการหลังการขาย


แบบฝึกหัดท้ายบทที่12 พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1.ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมใช้ในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีช่องทางใดบ้าง จงยกตัวอย่างประกอบมาอย่างน้อย 3 ช่องทาง
ตอบ. ช่องทางที่พบได้ในการนำมาใช้ทางการค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พอยกตัวอย่างได้ดังนี้
             - ระบบโทรศัพท์บ้าน   ตัวอย่างที่พบเห็นมากที่สุดคือ บริการหมายเลข 1900 ขององค์การโทรศัพท์ที่ผู้ให้บริการจะแจ้งเบอร์หรือหมายเลขให้กับลูกค้าที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านโทรศัพท์ได้โดยตรง          
            - ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่   ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันโดยผู้ใช้สามารถเลือกทำรายการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการผ่านมือถือได้ด้วยตนเอง เช่น จองตั๋วภาพยนตร์หรือดาวน์โหลดริงโทนหรือโลโก้มือถือต่างๆ
             - ระบบอินเทอร์เน็ต   เป็นช่องทางการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่พบเห็นได้มากโดยเจ้าของร้านหรือบริษัท ผู้ผลิตจะทำเว็บไซท์เพื่อจำหน่ายสินค้าและให้ลูกค้าเลือกซื้อบนหน้าเว็บนั้นๆได้เลยทันทีลูกค้าสามารถทำรายการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
2.จงบอกลักษณะโดยทั่วไปของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C พร้อมยกตัวอย่างประกอบอย่างน้อย 3 เว็บไซท์
ตอบ. ร้านค้าหรือบริษัทจะเปิดเว็บไซท์ที่มีรูปแบบร้านค้าเสมือนจริง (virtual store-front) เพื่อให้ลูกค้า เข้ามาเลือกซื้อได้ด้วยตนเองเสมือนว่าได้เดินเข้ามายังร้านค้านั้นจริงๆ เมื่อพอใจหรือเลือกสินค้า เสร็จก็สามารถชำระเงินได้ทันที โดยมากมักเป็นสินค้าประเภทการจองที่พักโรงแรม การจองตั๋ว เครื่องบินโดยสารการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆเป็นต้น ตัวอย่างของเว็บไซท์เหล่านี้ เช่น
             - www.kwangham.com
             - www.hammax.com,www.toesu.com
             - www.pamanthai.com
3.การประมูลสินค้าออนไลน์ จัดอยู่ในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบใด จงให้เหตุผลประกอบ
ตอบ.   แบบผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือ C2C เนื่องจากเป็นการซื้อขายสินค้าที่ผู้บริโภคด้วยกันเอง นำเอาสินค้าที่ต้องการประมูลมาเสนอหรือติดต่อเพื่อทำการค้าเองโดยตรง โดยปิดประกาศประมูลสินค้ากับเว็บไซท์ผู้ให้บริการเมื่อตกลงในรายละเอียดสินค้าและวิธีการชำระเงินก็สามารถจัด ส่งของให้กับผู้ที่ชนะประมูลได้ทันที
4.วัตถุประสงค์ของ E-Government คืออะไร แตกต่างจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบอื่นอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่างบริการที่นักศึกษารู้จักมาอย่างน้อย 2 ตัวอย่าง
ตอบ.   รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือ electronic government เป็นการบริการของภาครัฐที่นำเสนอการให้ บริการกับประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนใช้เป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองไม่ได้มุ่งเน้นหรือแสวงหากำ ไรเหมือน กับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รูปแบบอื่นๆ ที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น
                - ระบบประตูสู่การบริการภาครัฐหรือ TGW (Thailand gateway)
                - บริการเสียภาษีของกรมสรรพากรผ่านเว็บไซท์
                - ระบบการตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้ง
5.Shopping cart คืออะไร จงอธิบายลักษณะการทำงานพอสังเขป
ตอบ.    โปรแกรมบนเว็บที่เขียนขึ้นเสมือนเป็นรถเข็นสินค้าจริงที่จัดไว้ให้ลูกค้าเลือกใช้งาน หากอยากได้สินค้าชิ้นใด ลูกค้าสามารถคลิกเลือกกดปุ่มเพื่อจับใส่เข้าไปในรถเข็นนั้นได้จนกว่าจะพอใจแล้วทำการยืนยันการชำระเงินเพื่อออกจากระบบได้ เหมือนกับที่ไปเลือกซื้อสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตเมื่อเลือกและหยิบใส่รถเข็นจนพอใจแล้ว จึงค่อยมาชำระเงินตรงทางออก เป็นต้น
6.นักศึกษาคิดว่า เหตุใดจึงต้องมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิตที่ใช้จ่ายผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยและจะใช้วิธีอะไรได้บ้าง
ตอบ.   เนื่องจากในระหว่างการทำธุรกรรมโดยใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตบนอินเทอร์เน็ตนั้น อาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีลักลอบเอาข้อมูลไปใช้ให้เกิดความเสียหายกับเจ้าของบัตรได้ โดยเฉพาะกับข้อมูล ที่สำคัญๆหากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ อาจทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจที่จะทำรายการซื้อขายผ่านเว็บไซท์นั้นๆได้ ผู้ขายหรือเจ้าของเว็บไซท์เอง จึงควรมีวิธีการป้องกันที่ดีพอโดยเลือกการเข้ารหัสข้อมูล ที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ามีความปลอด ภัยในระดับหนึ่ง ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่ทำธุรกรรมจะมีการเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งข้อมูลไปบนอินเทอร์เน็ต ทำให้ยากต่อการแกะหรือถอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
7.จงอธิบายลักษณะสินค้าแบบ hard goods และแบบ soft goods มาพอเข้าใจ
ตอบ.   แบบ Hard goods จะเป็นสินค้าที่สามารถจับต้องได้ และต้องจัดส่งสินค้าโดยการใช้บริการของผู้ให้บริการขนส่งไปรษณีย์หรือพัสดุ แต่สินค้าแบบ soft goods มักเป็นสินค้าที่ไม่สามารถจับต้องได้และโดยมากมักอยู่ในรูปแบบดิจิตอลเช่น เพลง ภาพยนตร์ ซอฟท์แวร์ โลโก้หรือริงโทนมือถือ เป็นต้น
8. ท่านคิดว่าบริการหลังการขาย มีความจำเป็นหรือไม่อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ.    มีความจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ทำให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการซ้ำและแนะนำบอกต่อไปอีก มักนำไปใช้กับสินค้าที่มีการใช้งานยุ่งยาก ซับซ้อนหรือไม่สามารถเข้าใจได้ทันที โดยมีผู้ชำนาญการหรือเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ บางบริษัทอาจมีศูนย์ช่วยเหลือลูกค้ามาช่วยในการดูแลลูกค้าหลังการขายสินค้าไปแล้ว
9.จงยกตัวอย่างวิธีการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต มาอย่างน้อย 2 ตัวอย่างพร้อมอธิบายประกอบ
ตอบ.    ตัวอย่างการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต เช่น
                - ชำระด้วยบัตรเครดิต   เป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุดในขณะนี้ ผู้ใช้เพียงแค่ป้อนชื่อเจ้าของบัตร หมายเลขบัตรวันหมดอายุและรหัสบัตรส่วนที่อยู่ด้านหลัง ลงในแบบฟอร์มของทางร้านค้าหรือผู้ให้ บริการรับชำระเงินบนแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ให้ แล้วทำการยืนยันการชำระเงินก็สามารถจ่ายชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ทันที
                - ชำระด้วยเงินสดดิจิตอล  เป็นวิธีการที่นำมาทดแทนการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต โดยต้องจ่ายเงินจริงสำรองไปก่อน เพื่อแลกกับมูลค่าวงเงินที่จะใช้สำหรับซื้อสินค้า เมื่อต้องการจ่ายเงินก็สามารถจ่ายเงิน ตามวงเงินที่เหลือได้พอหมดก็ค่อยไปซื้อมูลค่าวงเงินนี้ใหม่
10. สินค้าประเภทซอฟต์แวร์มีวิธีการส่งมอบได้อย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ.   นิยมให้ลูกค้าทำการดาวน์โหลดได้เลย ซึ่งอาจมีการจำกัดหรือวางเงื่อนไขในการดาวน์โหลดได้เช่น จำกัดจำนวนครั้ง จำนวนวันหรือจำกัดทั้งสองรูปแบบ โดยใส่รหัสผ่านที่ได้รับจากผู้ขาย ปกติจะพยายามทำให้ขนาดไฟล์ดิจิตอลเหล่านี้มีขนาดที่เล็กลง โดยใช้โปรแกรมบีบอัดไฟล์ บางประเภทหรือปรับขนาดให้เล็กลงเมื่อเป็นไฟล์เพลงหรือไฟล์เสียง เช่น อยู่ในรูปแบบของMP3เป็นต้น นอกจากนั้นอาจให้ลูกค้าเลือกได้ว่าจะดาวน์โหลดด้วยการเชื่อมต่อด้วยความเร็วแบบใด เป็นต้น






สรุปบทที่ 13 จริยธรรมและความปลอดภัย
ความหมายของจริยธรรม
จริยธรรม หมายถึง แบบแผนความประพฤติหรือความมีสามัญสำนึกต่อสังคมในทางที่ดีไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวขึ้นอยู่กับกลุ่มสังคมหรือการยอมรับในสังคมนั้นเป็นหลักเกี่ยวข้องกับการคิดและตัดสินใจได้ว่าสิ่งไหน ควร-ไม่ควร ดี-ไม่ดี ถูก-ผิด

จริยธรรมกับสังคมยุคสารสนเทศ

ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็นคือ
    ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) หมายถึง สิทธิส่วนตัวของบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรที่จะคงไว้ซึ่งสารสนเทศที่มีอยู่นั้น เพื่อตัดสินใจได้ว่าจะสามารถเปิดเผยให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือเผยแพร่ได้หรือไม่
    ความถูกต้องแม่นยำ(Information Accuracy)  สารสนเทศที่นำเสนอ ควรเป็นข้อมูลที่มีการกลั่นกรองและ
ตรวจสอบความถูกต้องและสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน ตัวอย่าง เช่น อาจเห็นแหล่งข่าวทางอินเทอร์เน็ต นำเสนอเนื้อหาที่ไม่ได้กลั่นกรอง เมื่อนำไปตีความและเข้าใจว่าเป็นจริง อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้
    ความเป็นเจ้าของ (Information Property) สังคมยุคสารสนเทศมี การเผยแพร่ข้อมูลอย่างง่ายดาย มีเครื่องมือและอุปกรณ์สนับสนุนมากขึ้นก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ทำซ้ำหรือละเมิดลิขสิทธิ์ (copyright)
โดยเจ้าของผลงานได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
    การเข้าถึงข้อมูล (Information Accessibility) ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบ จะเป็นผู้ที่กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์(Computer Crime)
       เกี่ยวกับการลักลอบนำเอาข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตรวมถึงการสร้างความเสียหายต่อบุคคลและสังคมสารสนเทศโดย ผู้ไม่ประสงค์ดีเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการขาด จริยธรรมที่ดีบางกรณีถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งมีบทลงโทษแตกต่างกันไป

การลักลอบเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบหรืออ่านข้อมูลและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง
สามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ
แฮกเกอร์ (Hacker)
แครกเกอร์(Cracker)
สคริปต์คิตตี้ (Script Kiddy) 

การขโมยและทำลายอุปกรณ์
เกิดจากการไม่รอบคอบและวางอุปกรณ์ไว้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการโจรกรรมได้ง่ายอาจเกิดจากบุคคลภายนอกหรือภายในองค์กรควรมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและรักษาความปลอดภัย และตรวจการเข้าออกของบุคคลที่มาติดต่ออย่างเป็นระบบ รวมถึงวางมาตรการในการใช้อุปกรณ์อย่างเข้มงวด

การขโมยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
    อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการขโมยเอาข้อมูลโปรแกรมรวมถึงการคัดลอกโปรแกรมโดยผิดกฎหมาย
สามารถทำซ้ำได้ง่าย ก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทผู้ผลิตมีการลักลอบทำซ้ำข้อมูลโปรแกรมและนำออกวางจำหน่ายแทนที่โปรแกรมต้นฉบับจริง

การก่อกวนระบบด้วยโปรแกรมประสงค์ร้าย
    เป็นการใช้โปรแกรมที่มุ่งเน้นเพื่อการก่อกวนและทำลายระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะพบมากในปัจจุบันและสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก
กลุ่มโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ มีดังนี้
     ไวรัสคอมพิวเตอร์(Computer Virus)
      เวิร์มหรือหนอนอินเทอร์เน็ต (Worm)
      ม้าโทรจัน (Trojan horses)

การก่อกวนระบบด้วยสปายแวร์(Spyware)
สปายแวร์เป็นโปรแกรมประเภทสะกดรอยข้อมูลไม่ได้มีความร้ายแรงต่อคอมพิวเตอร์ เพียงแต่อาจทำให้เกิด
ความน่ารำคาญ

การก่อกวนระบบด้วยสแปมเมล์(Spam Mail) 

สแปมเมล์คือ รูปแบบของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้รับไม่ต้องการอ่าน วิธีการก่อกวนจะอาศัยการส่งอีเมล์แบบหว่านแห และส่งต่อให้กับผู้รับ
จำนวนมาก
การรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์
การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus Program)เปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัยที่มาเฝ้าดูแลบ้าน ทำหน้าที่คอยตรวจสอบและติดตามการบุกรุกของโปรแกรมประสงค์ร้ายเมื่อพบจะสามารถกำจัดและแจ้งให้ผู้ใช้ทราบได้ทันที
การใช้ระบบไฟร์วอลล์ (Firewall System)
เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ก็ได้ทำหน้าที่คอยดักจับ ป้องกันและตรวจสอบการบุกรุก (intrusion)รวมถึงการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ไม่ประสงค์ดีภายนอก
การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
อาศัยสมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อ่านได้ปกติ (plaintext) ให้ไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้

การสำรองข้อมูล (Back up)
 คือ การทำซ้ำข้อมูล ไฟล์ หรือโปรแกรมที่อยู่ในพื้นที่เก็บข้อมูล เพื่อให้
นำเอากลับมาใช้ได้อีก หากข้อมูลต้นฉบับนั้นเกิดสูญหายหรือถูกทำลาย





 
แบบฝึกหัดท้ายบทที่13 จริยธรรมและความปลอดภัย


1.จริยธรรมที่มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัว (information privacy) เกี่ยวข้องกับข้อมูลอะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง
ประกอบตอบ.     เกี่ยวข้องกับสิทธิและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน เช่น พฤติกรรมการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตของนัก
           ท่องเว็บคนหนึ่ง อาจถูกติดตามหรือเฝ้าดูกิจกรรมที่ทำอยู่เพื่อเอาข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์อื่น
           หรือมีการเอาฐานข้อมูลส่วนตัวรวมถึงอีเมล์ของสมาชิกผู้ใช้งานบนเครือข่ายส่งไปให้กับบริษัท
           ผู้รับทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อวิเคราะห์หาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่าผู้ใช้รายใดเหมาะกับกลุ่มสินค้า
           ที่จะโฆษณาประเภทไหนมากที่สุด จากนั้นจะจัดส่งโฆษณาไปให้ผ่านอีเมล์เพื่อนำเสนอขายสินค้า
           ต่อไป
2.จริยธรรมกับกฎระเบียบเกี่ยวข้องกันอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ.         จริยธรรมไม่ใช่ข้อบังคับหรือกฎที่จะมีบทลงโทษตายตัว เป็นเหมือนสามัญสำนึกหรือความ
           ประพฤติปฏิบัติต่อสังคมในทางที่ดี และขึ้นอยู่กับกลุ่มสังคมหรือการยอมรับในสังคมนั้นๆเป็นหลัก
           กล่าวคือจะเกี่ยวข้องกับการคิดและตัดสินใจได้เองว่าสิ่งไหน ควร-ไม่ควร ดี-ไม่ดี ถูก-ผิด เป็นต้น
           ส่วนกฎระเบียบถือเป็นข้อห้าม โดยมีกรอบหรือรูปแบบที่ชี้ชัดลงไปอย่างชัดเจนหากทำผิดแล้ว
           อาจต้องมีบทลงโทษตามไปด้วย
                 จริยธรรมอาจเป็นบรรทัดฐานเพื่อสร้างกฎระเบียบที่ควรประพฤติปฏิบัติในสังคมร่วมกันได้
           โดยมีบทลงโทษหรือวางแนวทางไว้อย่างชัดเจน
3.จงยกตัวอย่างของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์มาอย่างน้อย 1 ตัวอย่างพร้อมทั้งหาวิธีป้องกันและแก้ไข โดยอธิบายประกอบตอบ.         ตัวอย่างเช่น การก่อกวนระบบด้วยโปรแกรมประสงค์ร้าย เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์
           หนอนอินเทอร์เน็ต หรือการใช้สปายแวร์บางประเภทเพื่อติดตามข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิด
           ความเสียหายหรือเกิดความรำคาญในการใช้งานได้
                วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไว้ในเครื่องที่ใช้งานด้วยเพื่อคอยเฝ้า
           ระวังไวรัสพวกนั้นเข้ามาทำร้ายเครื่องของเรา
       4.การหลอกลวงเหยื่อแบบ Phishing มีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ.  เป็นการหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานที่สำคัญๆ เช่น รายละเอียดหมายเลขบัตรเครดิต
          ชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่านในการทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต โดยส่งอีเมล์หลอกไปยังสมาชิกหรือผู้ใช้
          บริการตัวจริงเพื่อขอข้อมูลบางอย่างที่จำเป็น โดยใช้คำกล่าวอ้างที่เขียนขึ้นมาเอง พร้อมทั้งแจ้ง
          URL ที่ต้องกรอกข้อมูลโดยมีปลายทางคือหน้าเว็บเพจที่ทำเลียนแบบกับระบบจริงให้เหยื่อตายใจ
          เพื่อกรอกข้อมูลและหลงเชื่อในที่สุด ซึ่งจริงๆแล้วคือ URL ของผู้ไม่ประสงค์ดีที่นั่นเอง เมื่อผู้ใช้
          ขาดความรอบคอบและเผลอคลิกป้อนข้อมูลส่วนตัวเข้าไป เช่น หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลดัง
          กล่าวก็จะถูกเก็บไว้และเอาไปใช้ในทางที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกผู้นั้นได้5.BSA จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด และเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ด้านใดมากที่สุด จงอธิบายตอบ.        เพื่อเป็นการควบคุมและดูแลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์รวมถึงการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคให้
           ตะหนักถึงการใช้งานของโปรแกรมที่ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมคอมพิว
           เตอร์ด้านการขโมยโปรแกรมหรือ software theft ซึ่งบริษัทใหญ่ผู้ผลิตขนาดใหญ่ได้รับความเสีย
           หายเป็นอย่างมากจึงมีการรวมตัวขึ้นเพื่อตั้งเป็นหน่วยงานกำกับและดูแลโดยเฉพาะเรียกว่า BSA
           หรือ business software alliance
6.ข้อปฏิบัติที่ควรต้องทำในการป้องกันไวรัส มีอะไรบ้าง จงยกตัวอย่างมาอย่างน้อย 5 ประการ
ตอบ.            สิ่งที่ควรทำในการป้องกันไวรัส ยกตัวอย่างได้ดังนี้
            -  ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไว้ในเครื่อง
                      เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังไวรัสที่จะเกิดขึ้นใหม่ สามารถติดตั้งโปรแกรม
                      เหล่านี้ไว้ได้ ซึ่งช่วยลดปัญหาต่างๆลงไปได้มากและบางตัวสามารถที่จะกำจัด
                      หรือซ่อมแซมไฟล์ที่เสียหายได้ด้วย
            -  ไม่รับหรือเปิดอ่านไฟล์ที่แนบมากับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากรายชื่อคนติดต่อแปลกหน้า
                       บางทีอาจมีไวรัสที่แพร่กระจายมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไม่ควรจะกดหรือ
                       เปิดอ่านไฟล์ที่แนบมากับจดหมาย เนื่องจากอาจเป็นโปรแกรมประสงค์ดีที่จะมาก่อ
                       กวนระบบของเราเอง หากไม่คุ้นควรลบทิ้งเสีย
            -  ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสใหม่ๆอยู่เสมอ
                       ในการติดตามและเฝ้าระวังเกี่ยวกับไวรัส ผู้ใช้งานควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสสาย
                       พันธ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้ทราบถึงการป้องกันและความรุนแรงของมันได้
            -  ควรดาวน์โหลดข้อมูลหรือไฟล์จากเว็บไซท์ที่น่าเชื่อถือ
                       เนื่องจากอาจมีโปรแกรมหรือไฟล์ที่แฝงตัวในรูปของโปรแกรมประสงค์ร้ายพ่วงมาให้
                       ใช้ด้วยนั่นเอง
            -  ไม่ควรแชร์หรือแบ่งปันไฟล์ในเครื่องให้กับผู้อื่นเกินความจำเป็น
                       เนื่องจากอาจะเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีลักลอบเอาโปรแกรมบางอย่างมาก่อกวนได้
                       หากต้องการแบ่งปันหรือแชร์ไฟล์ ควรมีการกำหนดสิทธิการเข้าถึงอย่างชัดเจน
7.การสำรองข้อมูลคืออะไร สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง
ตอบ.       การทำซ้ำข้อมูล ที่มีอยู่ในพื้นที่เก็บข้อมูล ประโยชน์คือ เราสามารถเอาข้อมูลต่างๆเหล่านั้น
          กลับมาใช้ได้อีกเมื่อข้อมูลต้นฉบับเกิดเสียหาย เช่น ฮาร์ดดิสก์เสียหรือถูกไวรัสคอมพิวเตอร์
          หากไม่มีการสำรองข้อมูลก็จะเกิดผลเสียตามมาได้
              วิธีการสำรองข้อมูลอาจทำทั้งระบบหรือเพียงแค่บางส่วน โดยเลือกใช้โปรแกรมยูทิลิตี้บาง
         ประเภทเพื่อสำรองข้อมูลเก็บลงสื่อบางประเภท เช่น ฮาร์ดดิสก์หรือซีดีรอมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า
         ข้อมูลมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด
8.การป้องกันการทำซ้ำหรือละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ควรทำอย่างไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ.      วิธีป้องกันการทำซ้ำ อาจบันทึกข้อมูลซีดีซอฟท์แวร์แบบพิเศษ ซึ่งอาจใช้การเข้ารหัสข้อมูล
          บางอย่างเพื่อไม่ให้สามารถทำซ้ำได้โดยง่าย มีการใช้ serial number ซึ่งเป็นอักขระที่ต้องป้อน
          ก่อนการใช้งาน รวมถึงกำหนดสิทธิต่าง ๆ เช่น กำหนดว่าจะนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ได้กี่เครื่อง
          หากเกินกว่านั้นจะไม่สามารถใช้ได้ เป็นต้น
9.แฮกเกอร์และแครกเกอร์ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ.         แฮกเกอร์จะแอบลักลอบเข้าไปดูข้อมูลของผู้อื่น เพียงเพื่อทดสอบความรู้ของตนเองเท่านั้น
           โดยเจตนาแล้วไม่ได้มุ่งร้ายต่อข้อมูลแต่อย่างใด ส่วนแครกเกอร์จะมีเจตนาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
           ซึ่งจะสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่า
                แฮกเกอร์บางคนอาจเข้าไปหาจุดบกพร่องต่างๆของระบบเครือข่ายแล้วทำการแจ้งให้กับผู้
           ดูแลระบบด้วยว่า ระบบเครือข่ายนั้นบกพร่องและควรแก้ไขข้อมูลส่วนใดบ้าง แต่แครกเกอร์
           อาจนำเอาข้อมูลที่พบนั้นไปแก้ไข เพื่อจงใจให้เกิดความเสียหายโดยตรง ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่ม
           บุคคลที่มีความร้ายแรงมากในยุคปัจจุบัน
10.ท่านคิดว่ากรณีที่มีการนำภาพลับเฉพาะของดาราและนำไปเผยแพร่บนเว็บไซท์นั้น ผู้กระทำขาด
จริยธรรมในด้านใด จงอธิบายพร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ
ตอบ.          ถือเป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรมด้านความเป็นส่วนตัวได้ เนื่องจากผู้ที่โดนกระทำคือดารา
          ถูกละเมิดสิทธิโดยตรงซึ่งผู้เสียหายอาจไม่ต้องการให้นำภาพดังกล่าวออกเผยแพร่สู่สาธารณะ
          ชนได้ แต่กลับมีบุคคลบางกลุ่มนำออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำ
          เสนอข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่แพร่กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลเสียแก่ดาราดังกล่าว
         ได้ซึ่งอาจนำมาสู่การฟ้องร้องและเป็นคดีความตามมาได้นั่นเอง




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น